Loading ...

สัปดาห์ที่ผ่านมาได้กลับบ้านต่างจังหวัด แล้วพบว่าบรรยากาศแถวบ้านคึกคักทีเดียวเพราะกำลังจะมีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านในวันศุกร์หน้า

ที่สะดุดใจมากกว่าคงเป็นป้ายหาเสียงขนาดใหญ่ของเพื่อนเก่าสมัยเรียนประถม นึกในใจ โอ้โห! เพื่อนเรา ลงสมัครผู้ใหญ่บ้านด้วยหรือนี่ เผลอๆ ผู้เขียนอาจมีเพื่อนเป็นผู้ใหญ่บ้านก็เป็นได้ หากว่าเพื่อนได้รับเลือก

ว่าไปแล้ว ก็ทำให้นึกย้อนไปสมัยที่ยังเรียนโรงเรียนประถมแถวบ้านด้วยกัน เพื่อนคนนี้ไม่ใช่คนเรียนเก่ง ไม่ได้มีแววว่าจะเป็นผู้นำ เขาเป็นเด็กเรียนปานกลางค่อนข้างไปทางท้ายห้อง ครูจึงมักไม่ได้ให้ความสนใจเขานัก และเท่าที่ทราบเขาเรียนจบโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอแค่ชั้น ม.๓ โดยบอกผู้เขียนว่า เขาไม่ชอบเรียน ปวดหัว ออกไปทำนากับที่บ้านดีกว่า

ตอนแรกที่เพื่อนบอกอย่างนั้น ผู้เขียนก็นึกเสียดาย เพราะฐานะทางบ้านของเพื่อนคนนี้ค่อนข้างร่ำรวย มีไร่นาหลายสิบไร่ ความจริงพ่อแม่สามารถส่งให้เขาเรียนถึงระดับปริญญาเอกด้วยซ้ำ แต่เขากลับเลือกที่จะไม่เรียน หันมาทำนา อาชีพที่เขาถนัด เวลาที่เหลือก็อาสาทำงานให้หมู่บ้าน งานวัดงานวา งานโรงเรียน งานระดมทุนต่างๆ จะต้องเห็นหน้าเพื่อนคนนี้เสมอ บุคลิกแบบนี้มีมาตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว เขาเป็นคนชอบอาสา เห็นใครกำลังทำอะไรจะต้องรีบเข้าไปช่วย

          ผู้เขียนเสียอีก เด็กเก่งของหมู่บ้าน เรียนหนังสือได้เป็นที่หนึ่งตลอด เป็นความหวัง ความภาคภูมิใจของครูบาอาจารย์ แต่กลับไม่เคยเยี่ยมหน้าไปงานเหล่านี้เลย เรื่องจะช่วยพัฒนาท้องถิ่นจึงไม่ต้องพูดถึง

          เมื่อมาคิดๆ ดูแล้ว เด็กหน้าห้องอย่างผู้เขียน ไม่ควรได้รับความชื่นชมจากใครๆ เพราะไม่เคยกลับไปทำประโยชน์อะไรให้ท้องถิ่น

          เคยคิดจะกลับไปทำงานแถวบ้านเหมือนกัน แต่งานที่เราชอบ เราถนัด ก็อยู่ในกรุงเทพฯ รวมทั้งปัจจัยเรื่องค่าตอบแทนก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่ง วุฒิการศึกษาระดับปริญญาหางานที่ได้ค่าตอบแทนเหมาะสมได้ไม่ง่ายนักในต่างจังหวัด

          ท้ายที่สุด เมื่อกลับมามองเรื่องค่านิยมที่พ่อแม่มักจะส่งให้ลูกร่ำเรียนสูงๆ มีการศึกษาระดับปริญญา จะได้ทำงานสบายๆ ไม่ต้องลำบากมาทำไร่ไถนา (แม้ว่าจะมีที่ดินก็ตาม) กลับเป็นการผลักให้คนออกจากท้องถิ่น ยกตัวอย่างเช่นครอบครัวของผู้เขียน พี่น้องทั้ง ๓ คน ทำงานที่กรุงเทพฯ หมด

          ในขณะที่บ้านของเพื่อนที่สมัครลงชิงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน เขาและน้องๆ อีก ๓ คนยังอยู่กับพ่อและแม่ เลยทำให้ผู้เขียน นึกถึงกลอนดอกสร้อยบทนี้ขึ้นมา

เด็กเอ๋ยเด็กน้อย                             ความรู้เรายังด้อยเร่งศึกษา

เมื่อเติบใหญ่เราจะได้มีวิชา                          เป็นเครื่องหาเลี้ยงชีพสำหรับตน

ได้ประโยชน์หลายสถานเพราะการเรียน  จงพากเพียรไปเถิดจะเกิดผล

ถึงลำบากตรากตรำก็จำทน                           เกิดเป็นคนควรหมั่นขยันเอย.

         

กลอนบทนี้ ทำให้เรารู้สึก “ฮึด” ตั้งใจที่จะขยันพากเพียร เพราะ “วิชา” จะเป็นเครื่องมือให้เราเลี้ยงชีพได้ในอนาคต

แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า “วิชา” ไม่ได้หมายถึงการเรียนสูงๆ ตามระบบการศึกษาแบบบ้านเราเท่านั้น การฝึกทำอาหารกับแม่ การฝึกเป็นช่างไม้กับพ่อ การเรียนดนตรีกับครูปี่พาทย์แถวบ้าน ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็น “วิชา” ที่จะใช้เป็นเครื่องเลี้ยงชีพได้เช่นกัน เป็นวิชาที่ไม่แย่งเวลาการใช้ชีวิตของเรา ไม่ต้องใช้ทุนรอนมากมายในการซื้อตำรา หรือใช้เป็นค่าเล่าเรียน และอาจเป็นวิชาที่ทำให้เราได้ทำงานในท้องถิ่น ไม่ต้องมาแออัดยัดเยียดแย่งกันกิน แย่งกันเดินทางในกรุงเทพฯ ก็ได้

พูดเบาๆ พอให้ได้ยินกันคงไม่ได้ อยากตะโกนบอกผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการศึกษาให้เห็นความจริงข้อนี้ และเลิกส่งเสริมเด็กเก่งเสียที หันมาให้ความสำคัญกับเด็กเรียนปานกลางกันดีกว่า

เพราะเด็กเหล่านี้ คือคนส่วนใหญ่อันจะเป็นพลังในการขับเคลื่อนประเทศต่อไป



ความคิดเห็นที่  4

เห็นด้วยกับบทความ  เพราะว่า เราไม่ได้สนใจคนที่เรียนปานกลางแม้แต่น้อย  เมื่อก่อนผมก็เป็นคนเรียนปานกลางเหมือนกัน ไม่เก่ง ครูจะไม่รู้จักว่าเป็นใครมาจากไหนทั้งที่เรียน อยู่ในห้องครูก็จะไม่ให้ความสนใจ เพราะว่า ไม่มีจุดเด่นทางด้านการเรียน
            ครูจะไปสนใจกับนักเรียนที่เรียนเก่งเรียนดีซึ่งมีไม่กี่คนหน้าห้องเท่านั้นชื่นชมกันอยู่แค่นั้น   สำหรับผมและเพื่อนอีกหลายคนจะไม่ไปสนใจใยดีอะไร เรียนไปเรื่อย ๆ
             ปัจจุบันคนปานกลางแบบผมจบปริญญาตรี 4ใบ และปริญญาโท อีก1 ใบ กำลังจะต่อปริญญาเอกผสมกับเรียนเนติบัณฑิต ที่สถาบันอบรมกฏหมายเนติบัณฑิต  แยกเป็นปริญญาตรี  ศิลปศาสตร์บัณฑิต สาขาการจัดการทั่วไปจาก ม.ราชภัฎ เชียงใหม่ ปริญญาตรี บริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาการบัญชี  ปริญญาตรีรัฐประศาสนศาสตร์ จาก มสธ.
ปริญญาตรีนิติศาสตร์บัณฑิต จาก มสธ.  ปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต จาก ม.รามคำแหง  กำลังจะศึกษาต่อปริญญาเอกทางด้านบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต (ปริญญาเอก)จาก ม.รามคำแหง อีก และเรียนเนติบัณฑิตควบคู่กันไปอีก
            ปัจจุบันผมรับราชการเป็นปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดเชียงใหม่  จะเห็นได้ว่าคนที่เรียนปานกลางแม้จะไม่มีไอคิวที่สูง  ส่วนมากจะเป็นคนที่ขยัน ในการเรียนเช่นผมเป็นต้น ดังนั้นอย่าไปน้อยใจอะไรตั้งใจเรียนให้ได้หลายปริญญา มากยิ่งดี  คนเก่งบางคนได้ปริญญาเพียงไม่กี่ใบ    
            คนที่อยู่ในชนบทสามารถเรียน จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชได้ อยู่บ้านทำสวนทำไร่ก็เรียนได้
เรียนของมหาวิทยาลัยรามคำแหงก็ได้อ่านหนังสืออยู่ที่บ้านก็เรียนได้  ได้ปริญญาเหมือนกันไม่จำเป็นต้องไปเรียนที่กรุงเทพฯ เพราะสมัยนี้เทคโนโลยีด้านการสื่อสารทันสมัยมากครับ

คนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น   (4 มีนาคม 2554  เวลา 10:25:08)

ความคิดเห็นที่  3

ถูกต้องค่ะ
ผู้ใหญ่ก็ส่งเสริมแต่เด็กเก่ง ให้เก่งมากๆ
แต่เด็กหัวปานกลางเป็นเด็กส่วนมาก ก็ยิ่งสำคัญเพราะเป็นส่วนมากที่จะขับดันประเทศชาติ

มะเหมี่ยวค่า   (28 กรกฎาคม 2553  เวลา 14:48:06)

ความคิดเห็นที่  2

เห็นด้วยอย่างยิ่งกับบทความค่ะ  เด็กเก่งปานกลาง มักมองอะไรกลาง ๆ  ไม่สุดโต่ง มีทักษะชีวิตดี  มีความเพียร มีความขยัน เห็นค่าในตนเอง รู้การควรไม่ควร         มีคุณธรรมในใจ   ไม่หยิ่งทะนงว่าตนเก่งเลิศเลอ  น่าส่งเสริมมากกว่าเด็กเก่งวิชาการ ที่เห็นแก่ตัว แพ้ไม่เป็น แพ้ไม่ได้

ครูปนัดดา   (19 กรกฎาคม 2553  เวลา 23:05:03)

ความคิดเห็นที่  1

ขอบคุณผู้ที่เขียนบทความนี้มาก  เป็นบทความที่สะท้อนให้เห็นคุณค่าของการศึกษาได้ชัดเจน ถึงอย่างไร คนกศน.ก็ยังมีกำลังใจที่จะให้การศึกษาแก่ผู้พลาดโอกาสต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด

คนกศน.   (19 กรกฎาคม 2553  เวลา 10:53:07)