Loading ...

         

                             
รูปจาก http://blogspot.com
 
 

          เวลาอ่านบทกวี ผู้เขียนมักเกิดคำถามกับตัวเองทุกครั้งว่า เราควรอ่านเอา “สุนทรียะ” หรืออ่านเพื่อ “เอาเรื่อง” อันหมายถึงหาสารสาระจากบทกวีที่กำลังอ่าน ๒ อย่างนี้ เอาเข้าจริงอย่างไหนสำคัญกว่ากัน

          แรกเริ่ม เมื่อได้อ่านกลอน บทกวี หรือร้อยกรอง เรามักถูกบอกว่า งานเขียนประเภทนี้มีความพิเศษกว่างานเขียนร้อยแก้วหรือความเรียงทั่วไป เพราะร้อยกรองมีข้อบังคับทางฉันทลักษณ์ซึ่งยากง่ายต่างกันไปแล้วแต่ว่าเป็นร้อยกรองประเภทใด ในขณะที่งานเขียนประเภทร้อยแก้วไม่ได้มีข้อบังคับดังกล่าว

          อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากข้อบังคับด้านฉันทลักษณ์แล้ว สิ่งที่ผู้เขียนอยากชวนดูคือเรื่อง “อารมณ์” (น้ำเสียง) ของกวี อันเป็นลักษณะสำคัญอีกประการหนึ่งนอกเหนือจากสาระที่จะได้จากการอ่านกวีบทนั้นๆ ซึ่งถือเป็น “สุนทรียะ” ประการหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้อ่านตีความ “สาร” ที่ผู้เขียนต้องการถ่ายทอดได้

          ลองดูกวีบทนี้ แล้วมาทายกันว่า น้ำเสียง อารมณ์ ของกวี เป็นอย่างไร และอารมณ์ดังกล่าวจะช่วยให้เราตีความสาระสำคัญที่ผู้เขียนต้องการส่งถึงผู้อ่านได้หรือไม่ 

  "ได้ยินเสียงครางกระเส่าของเมียผมไหม
 ผมเคล้าเคลียเรือนร่างของเธออยู่
 นมของเธอกำลังชูชัน
 โปรดอย่าได้เคาะประตูห้อง
 เราจะร่วมรักกัน
ปล่อยให้โลกธรรมชาติอยู่กับเรา
 อย่าส่งเสียงรบกวนขึ้นมากลางคัน
 วางปืนของคุณสักครู่ผมกำลังทำการผลิต
 อสุจิฝูงหนึ่งกำลังเดินทางไกล...
 เชื่อผมสักครั้ง
  คุณอย่าคิดมากผมไม่รั้งคุณไว้เนิ่นนาน
 เวลาร่วมรักผมต้องการความสุข
 ระวังอย่าให้กระสุนปืนของคุณประทุ
 ถนอมกระสุนของคุณไว้ให้ดี...
 ด้วยการรอคอย
  ผมกับเมียร่วมกันสร้างชีวิตใหม่ขึ้นอีกครั้ง
 เพื่อต่ออายุสงครามให้ยืนยาว
 กระสุนของคุณจะมีความหมาย
 ขอเวลาให้ผมกับเมียบ้าง...
 เมื่อคุณไม่มีคนฆ่า
 สันติภาพจะมาเร็วกว่าที่ควร”

                  

          กวีบทนี้เขียนโดย “จำลอง ฝั่งชลจิตร”  เป็นผลงานชิ้นแรกของเขาที่ได้ตีพิมพ์ในนิตยสารโลกหนังสือ ปีที่ ๖ ฉบับที่ ๑  เดือนตุลาคม ปี ๒๕๒๕  ชื่อ “ขอเวลาให้ผมกับเมียบ้าง” ในนามปากกา ประกายมุก งามแต่งแต้ม

          หากเราอ่านโดยไม่ได้คำนึงถึงอารมณ์ของกวี เป็นไปได้ว่าเราอาจตีความ “สาร” ของกวีบทนี้ว่า สันติภาพไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะ ๒ บทสุดท้าย กวีกล่าวไว้ว่ากำลังจะร่วมรักเพื่อสร้างชีวิตใหม่เป็นการต่ออายุสงครามให้ยาวนานขึ้น สันติภาพจะได้เกิดขึ้นอย่างช้าๆ

          แต่การตีความแบบนี้ ผู้อ่านย่อมขัดแย้งในความรู้สึกแน่ เพราะ “อารมณ์” ที่ผู้เขียนส่งมามิได้เป็นเช่นนั้น เนื่องจากผู้เขียนแฝงอารมณ์ “ประชดประชัน” ไว้แทบทุกถ้อยความ และยิ่งชัดเจนใน ๒ บทสุดท้าย

          ใครล่ะจะไม่ต้องการ “สันติภาพ” ในเมื่อมนุษย์ต่างต้องการความสงบสุขในชีวิต สันติภาพจึงเป็นสิ่งสากลที่มนุษย์ทุกผู้ทุกนามต้องการ

          ดังนั้น การที่กวีกล่าวว่า “ขอเวลาให้ผมกับเมีย (ร่วมรัก) บ้าง...เมื่อคุณไม่มีคนฆ่า  สันติภาพจะมาเร็วกว่าที่ควร” จึงเป็นการประชดประชันสภาพสังคมในขณะนั้น โดยนัยนี้ “อารมณ์” หรือบางครั้งเรียกว่าน้ำเสียงของผู้เขียน จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ผู้อ่านตีความสารที่ผู้เขียนต้องการสื่อได้แม่นยำยิ่งขึ้น

          แบบนี้...ใครจะว่า “อารมณ์” สำคัญน้อยกว่า “เหตุผล” คงต้องทบทวนกันหน่อยกระมัง