Loading ...

          เวลาอ่านบทกวี เคยตั้งคำถามกันไหมคะว่า คนที่จะเป็น “กวี” ได้ ต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง

          คุณสมบัติที่เรามักเห็นตามประกาศสมัครงาน เช่น หากจะเป็นครูก็ควรจบการศึกษาด้านครุศาสตร์หรือศึกษาศาสตร์ มีใจรักงานสอน อดทนต่องานหนัก อะไรทำนองนี้

          สำหรับความเป็น “กวี” นั้น คงบอกคุณสมบัติชัดๆ ไม่ได้ว่าจะต้องเป็นอย่างไร บางท่านก็ว่าต้องมีทักษะ มีลีลาการเรียงร้อยอักษรให้งดงามถึงจะเรียกว่าเป็นกวี บางท่านก็ว่าแค่นี้ยังไม่พอ กวีจะต้องรังสรรค์งานที่สร้างสรรค์สังคมด้วย

            แล้วคนที่ได้ชื่อว่าเป็น “กวี” เล่า เขามองคุณสมบัติของความเป็นกวีเช่นไร

          ขอยกตัวอย่างกวีที่หลายคนน่าจะรู้จักเพราะในบรรดากวีร่วมสมัยของไทย อาจกล่าวได้ว่าเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เป็นกวีที่สร้างสรรค์งานด้วยภาษาและลีลาตามขนบวรรณศิลป์โบราณของไทยมากที่สุด นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้งานของเนาวรัตน์ “ติดหู” ของผู้อ่านและได้รับรางวัล “ซีไรต์” จากกวีนิพนธ์ “เพียงความเคลื่อนไหว”

          แล้วแนวคิดเรื่องคุณสมบัติความเป็นกวีของกวีซีไรต์ล่ะ?

          เนาวรัตน์ได้ประพันธ์บทกวีอันกล่าวถึงความหมายของกวีนิพนธ์ รวมทั้งคุณสมบัติของกวีด้วยว่า

                                     กวี

                                    คือนาทีของดอกไม้ใกล้จะผลิ

                                    คือความใฝ่ความฝันอันเริ่มริ

                                    ความชำนิของนายช่างผู้สร้างคำ

                                    คือภาษาที่สองของความรู้สึก

                                    คือความลึกของอารมณ์ที่บ่มร่ำ

                                    คือชีวิตชีวาของสัจจธรรม

                                    คือความจำรำลึกผนึกนาน

                                    เธอคือกวี

                                    เธอต้องมีความงามความประสาน

                                    ความประสมกลมกลืนความชื่นบาน

                                    มีวิญญาณหยั่งรู้มธุรทัศน์

                                    เธอต้องเขียนชีวิตจากชีวิต

                                    นฤมิตรถ้อยคำด้วยสัมผัส

                                    สัมผัสใจสู่ใจให้แจ่มชัด

                                    ไม่จำกัดกวีไว้แต่ในคำ

          เนาวรัตน์ได้อธิบายความหมายของกวีนิพนธ์ไว้อย่างละเอียดกว้างขวางในรูปของนามธรรมที่ประณีต จากความเปรียบที่สะท้อนให้เห็นว่า กวีเห็นกวีนิพนธ์เป็นการสร้างสรรค์และความหวังอันงดงาม ต้องให้ความสำคัญกับศิลปะการใช้ภาษาและการสร้างอารมณ์สะเทือนใจ

          นอกจากศิลปะเพื่อสร้างอารมณ์แล้ว กวีนิพนธ์ยังเป็นเครื่องสื่อความจริงหรือสัจธรรมแก่ผู้อ่านด้วย (ตัวอย่างจากบทกวี – คือชีวิตชีวาของสัจธรรม) การสื่อความจริงนี้ยังรวมถึงการทำให้เกิดความซาบซึ้งตรึงตราใจไม่รู้ลืม (ตัวอย่างจากบทกวี– คือความจำรำลึกผนึกนน)

          คุณสมบัติอีกประการหนึ่งที่สำคัญที่เนาวรัตน์กล่าวไว้คือ “มีวิญญาณหยั่งรู้มธุรทัศน์” คำว่า “มธุรทัศน์” เป็นคำศัพท์ที่กวีสร้างขึ้น “มธุร” หมายถึง อ่อนหวานไพเราะ “ทัศน์” หมายถึง ความเห็น ดังนั้นจากคำดังกล่าว เนาวรัตน์กำลังชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่เป็นกวีจำเป็นต้องมีผัสสะแห่งสุนทรีย์เป็นสำคัญ เพราะการมีผัสสะแห่งสุนทรีย์อันประณีตลึกซึ้งเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้กวีสามารถ “รับรู้รสสัมผัส” โลกและสิ่งต่างๆ รอบข้างและผัสสะที่เกิดในใจของตนได้อย่างวิจิตรเพริศแพร้วจนสามามรถถ่ายทอดให้ผู้อื่นรับรู้ในรูปของศิลปะที่สร้างสรรค์

          อีกประการคือ กวีต้องมีความสามารถในการ “เขียนชีวิตจากชีวิต” คือสามารถสร้างงานอย่างสมจริง มีชีวิตชีวาได้ หมายถึงการสร้างงานอย่างหนักแน่น ไม่ว่างเปล่า เลื่อนลอย ทั้งในด้านเนื้อหาและลีลา

          การเขียนชีวิตจากชีวิตจำเป็นต้องมีศิลปะแห่งภาษารองรับคือ “นฤมิตรร้อยถ้อยคำด้วยสัมผัส” คำว่า “นฤมิตร” มักใช้หมายถึง สร้างขึ้นด้วยฤทธิ์อย่างรวดเร็ว การที่เนาวรัตน์ให้กวีสามารถ “นฤมิตร” ถ้อยคำได้เป็นการเน้นย้ำความเป็นปราชญ์ทางภาษาของกวี แต่สิ่งที่เนาวรัตน์อธิบายต่อไปคือ การเนรมิตนี้ใช้ “สัมผัส” ซึ่งมิได้หมายถึง “สัมผัส” อันเป็นการคล้องจองกันของคำและเสียงตามภาษาของฉันทลักษณ์เท่านั้น เพราะสิ่งที่กวีจำเป็นต้องมีได้แก่ “สัมผัสสู่ใจ” ซึ่งเป็นการถ่ายทอดสุนทรียศิลป์ทางภาษาอย่างประณีตลึกซึ้งกว่าสัมผัสด้านภาษาอย่างเดียว

           ท้ายที่สุด เนาวรัตน์ได้สรุปความคิดในเรื่องคุณสมบัติของกวีไว้ว่า “ไม่จำกัดกวีไว้แต่ในคำ” อันเป็นประกาศ “อิสรภาพ” ของกวีนิพนธ์ว่า มิได้เป็นเพียงศิลปะแห่งภาษาและถ้อยคำเท่านั้น แต่กวีนิพนธ์เป็นสุนทรียะอันกว้างขวางลึกซึ้ง สามารถสัมผัสได้โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรอบแห่งฉันทลักษณ์หรือไวยากรณ์ของภาษา

          เขียนมาถึงตรงนี้แล้วก็นึกได้ว่า อัจฉริยบุคคลด้านต่างๆ ก็มักไม่อยู่ในกรอบ ดังเช่นที่เนาวรัตน์บอกว่า กวีไม่จำเป็นต้องยึดติดกรอบฉันทลักษณ์ตามที่กวีในอดีตสร้างไว้

            อืมม์... เนอะ แล้วเราๆ จะมายึดติดอยู่กับกรอบนั่น โน่น นี่ กันอยู่ทำไม ชิมิ?