Loading ...


 

          สองสามปีมานี้ วันวาเลนไทน์และวันมาฆบูชามักจะอยู่ใกล้กัน บางปีตรงกันเสียด้วย ส่วนปีนี้วัน วาเลนไทน์ตรงกับวันจันทร์ที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ส่วนวันมาฆบูชาตรงกับวันศุกร์ที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ห่างกัน ๔ วันเท่านั้น

          เมื่อจังหวะเวลาใกล้เคียงกัน การฉกฉวยโอกาสเพื่อโน้มน้าวพฤติกรรมคนจึงเกิดขึ้นตามมาด้วย โดยเฉพาะการโน้มน้าวพฤติกรรมวัยรุ่น ด้วยเชื่อกันว่าวันวาเลนไทน์จะเป็นอีกวันหนึ่งนอกจากวันลอยกระทงที่วัยรุ่นจะ “เสียตัว” ทำให้บรรดา “ผู้ใหญ่” ห่วงใย ต่างพากันมาสอดส่องตามโรงแรมม่านรูด หอพัก อพาร์ตเม้นต์ กันจนเป็นวาระแห่งชาติ จุดประสงค์ก็เพื่อ “ไม่ให้” วัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์กัน

          นอกจากนี้ ผู้ใหญ่ยังสร้างวาทกรรมความรักแบบครอบจักรวาล อันหมายถึงให้วัยรุ่นคิดถึงความรักในมุมที่กว้างกว่ารักแบบหนุ่มสาว จะรักพ่อ รักแม่ รักเพื่อน รัก... อะไรก็แล้วแต่ อย่างน้อยก็หวังว่าจะป้องกันไม่ให้วัยรุ่นใช้อารมณ์รักแฟนจนตัดสินใจมีเพศสัมพันธ์กับแฟนในวันวาเลนไทน์นี้

ราวกับว่าผู้ใหญ่มิเข้าใจอานุภาพของความรักฉันท์หนุ่มสาวเสียอย่างนั้น

          สุนทรภู่ กวีเอกของไทย ได้กล่าวถึงอำนาจของความรักไว้ในงานเขียนของตัวเองอยู่บ่อยครั้ง หลายบทได้บรรยายความรู้สึก อารมณ์รักอย่างตรงไปตรงมา และน่าจะตรงใจของวัยรุ่นมากกว่าที่ผู้ใหญ่ในปัจจุบันพยายามบอก ทั้งที่บทกลอนของสุนทรภู่เขียนมามากว่าร้อยปีแล้ว เช่น

                        อดอะไรจะเหมือนอดที่รสรัก          อกจะหักเสียด้วยใจอาลัยหา

                        ไม่เห็นรักหนักสิ้นในวิญญา             จะเป็นบ้าเสียเพราะรักสลักทรวง

                                                                                                             (พระอภัยมณี)

            เอาเข้าจริง ผู้เขียนก็ไม่เชื่อหรอกว่า “ผู้ใหญ่” จะไม่เข้าใจความรู้สึกรักของวัยรุ่น เพราะผู้ใหญ่ทุกคนก็ผ่านการเป็นวัยรุ่นมาก่อน เกือบทั้งหมดก็ย่อมเคยผ่านอารมณ์ความรู้สึกรักและน่าจะเข้าใจว่าช่วงเวลาแห่งรักที่วัยรุ่นสมัยนี้เรียกกันว่า “ช่วงโปรโมชั่น” นั้นเป็นอย่างไร การสร้างวาทกรรมเรื่องความรักเสียใหม่ ให้วัยรุ่นหันมาให้ความสำคัญกับความรักอย่างอื่นที่ไม่ใช่แฟน โดยอาศัยจังหวะเวลาช่วงวันมาฆบูชามาใช้ประโยชน์จึงเป็นวาทกรรมที่ดูดี แต่ไม่ได้ผล เพราะธรรมชาติของความรักช่วงโปรโมชั่นนั้นค่อนข้างรุนแรงในตอนต้น ประมาณว่าถ้าไม่เห็นหน้าเจ้ากินข้าวไม่ลง หรืออย่างสมัยนี้ก็ต้องโทรหากันตลอดเวลา แต่เมื่อผ่านไปสักพัก ความรุนแรงดังกล่าวก็จะหมดลง เหมือนที่สมัยก่อนเรียกว่าช่วงน้ำผักต้มก็ยังหวาน (โดยปกติน้ำต้มผักมักจะขม) สุนทรภู่ก็เขียนธรรมชาติของความรักช่วงโปรโมชั่นหรือช่วงน้ำต้มผักหวานไว้เช่นกันว่า

                        เขาย่อมเปรียบเทียบความเมื่อยามรัก          แต่น้ำผักต้มขมชมว่าหวาน

                        ครั้นจืดจางห่างเหินไปเนิ่นนาน                    แต่น้ำตาลก็ว่าเปรี้ยวไม่เหลียวแล

                                                                                                            (พระอภัยมณี)

            กลอนข้างต้นแสดงให้เห็นว่าวันหนึ่งความรักแบบโปรโมชั่นจะหมดไป ผู้ใหญ่ไม่จำต้องสร้างวาทกรรมเพื่อห้ามหรือว่าอะไรทั้งนั้น สิ่งที่ควรทำคือสร้างความเข้าใจกับวัยรุ่นว่า ความรักแบบช่วงโปรโมชั่นจะมีระยะเวลาอยู่ช่วงหนึ่งแล้วก็จะจากไป สิ่งสำคัญคือเราจะเตรียมรับมืออย่างไรเมื่อรักช่วงโปรโมชั่นจากไป จะเท่าทันกับพฤติกรรมต่างๆ ที่เกิดจากความรักช่วงโปรโมชั่นอย่างไร เช่น หากอารมณ์รักไปไกลจนถึงมีเพศสัมพันธ์กันแล้วจะรับมืออย่างไรกับผลที่อาจจะตามมา หรือจะเตรียมเรื่องการป้องกันเผื่อไว้ ฯลฯ

          ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ซึ่ง “อาบน้ำร้อน” มาก่อน สามารถทำได้ และน่าจะดีกว่าเสียเวลาไปสอดส่องพฤติกรรมของวัยรุ่น รวมทั้งสร้างวาทกรรมต่างๆ นานาที่ดูดี แต่ไม่ช่วยแก้ปัญหา

          ดีไม่ดี จะเป็นการสร้างบาปรับวันมาฆบูชาเสียอีกด้วย