Loading ...
ขอบคุณภาพประกอบจาก www.tinyzone.tv
       ใครมีลูกไม่ว่าจะเล็ก หรือโต พิจารณาข่าวนี้ให้ดี ๆ เพราะความอิจฉาของลูกไม่ได้จำกัดขอบเขตอยู่แค่พี่น้อง หรือเพื่อนฝูงเท่านั้น แต่ยังสามารถลุกลามไปยังคุณพ่อคุณแม่ได้อีกด้วย
       
        เป็นไปได้หรือไม่นั้น ศ.ดร.นายแพทย์วิทยา นาควัชระ จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านครอบครัว สถาบันพัฒนาตนเอง และนักบริหาร คลินิกสุขภาพจิต บอกกับ ทีมงาน Life & Family ว่า มีความเป็นไปได้จริง ถ้าพ่อแม่วางตัวไม่เป็นมิตรกับลูก โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ที่เก่ง หล่อ สวย และรวยมีโอกาสเป็นคู่กรณีกับลูกได้มาก
       
        โดยจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านครอบครัวท่านนี้ ยกหลักจิตวิเคราะห์มาอธิบายให้ทีมงานฟังว่า เป็นธรรมชาติพื้นฐานของมนุษย์ที่ในวัยเด็กจะมีปมอิจฉาพ่อแม่อยู่ลึก ๆ โดยในเด็กผู้ชายเรียกปมชนิดนี้ว่า Oedipus complex ส่วนผู้หญิงเรียกว่า Electra complex
       
        สำหรับเด็กผู้ชายในวัยเล็ก ๆ ตามหลักแล้วจะหวงแม่ และคิดกำจัดพ่อ (ในระดับใต้สำนึก) เพื่อจะได้ครองแม่คนเดียว แต่ถ้าเด็กมีพัฒนาการที่เหมาะสมก็จะผ่านพ้นขั้นนี้ไปจะหายเกลียดพ่อ และหันมาเอาอย่างพ่อ ส่วนเด็กที่พัฒนาการไม่สมบูรณ์อาจจะโตขึ้นมามีนิสัยเป็นคนชอบแข่งขัน ต่อต้าน และเอาชนะพ่อในทุก ๆ เรื่อง หรือบางคนอาจมีปัญหาสับสนบทบาททางเพศก็ย่อมเป็นได้
       
        "พ่อที่เข้าใจเขาจะแสดงความเป็นมิตรกับลูก ยิ้มแย้ม ทักทาย ชมเชย และช่วยเหลือลูก เช่น สุดยอดเลยลูก โอ้โห แข็งแรงกว่าพ่ออีกรู้ไหม หรือ เวลาพ่อไม่อยู่บ้านอย่าลืมดูแลแม่นะลูก ลูกของพ่อเก่งอยู่แล้ว ซึ่งคำพูดเหล่านี้จะทำให้ลูกเกิดความรู้สึกได้รับมิตรภาพจากพ่อก็จะคลายปมอิจฉาลง กลายเป็นรักและชื่นชมพ่อ เกิดเป็นการเลียนแบบอย่างพ่อ เช่น อย่างแต่งตัวเก่งอย่างพ่อ อยากทำงานเก่งอย่างพ่อ หรืออยากมีครอบครัวที่ดีอย่างพ่อ รวมทั้งอยากรักผู้หญิงที่ดีสักคนเหมือนพ่อรักแม่" จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านครอบครัวขยายให้เห็นภาพ
ขอบคุณภาพประกอบจาก unlockingfemininity.files.wordpress.com
       ส่วนลูกสาวก็เช่นเดียวกัน มักมีปมแข่งขันกับแม่ เพราะเด็กผู้หญิงจะรักพ่อมาก และเห็นตัวเองเป็นคู่แข่งของแม่ ต่อมาก็จะพัฒนาการขึ้น และเปลี่ยนนิสัยจากนี้ไปตามวัย ถ้าเปลี่ยนไม่ได้อาจเกิดปัญหาลักษณะคล้าย ๆ กับลูกชาย เช่น ต่อต้านแม่ และอาจมีปัญหาทางใจตามมาได้

       "เด็กผู้หญิงในวัยเล็ก ๆ จะรักพ่อ และอิจฉาแม่ของตัวเอง และทำทุกอย่างให้พ่อรัก หากแม่ไม่รู้ตัว แสดงความเก่งกว่า สวยกว่า ชื่นชมตัวเองแล้วไปติลูก เด็กอาจเกิดความอิจฉาแม่ได้ เช่น กระฟัดกระเฟียด ประชดประชัน ไม่เชื่อฟัง โตขึ้นมาอาจกลายเป็นลูกที่ตำหนิ หรือจับผิดแม่ก็เป็นได้ ซึ่งพบบ่อยในคุณแม่ยุคใหม่ที่เก่ง รวย และสวยมักจะเกิดการแข่งขันกับลูกสาวสูงมาก"
       
        ดังนั้น คุณแม่ที่เก่งทั้งงาน และการใช้ชีวิต หากใช้คำพูด หรือวางตัวไม่เป็นมิตรกับลูก แทนที่ลูกจะเกิดพฤติกรรมเลียนแบบแม่ และชื่นชมแม่ในทางบวกจะเกิดเป็นความรู้สึกอิจฉา และแข่งขันกับแม่ในทางลบได้ เช่น ทำตัวไม่น่ารัก ดื้อ ต่อต้าน เพื่อเรียกร้องความสนใจจากพ่อ เป็นต้น
       
        มาทำตัว "เป็นมิตร" กับลูกกันดีกว่า
       
        ปฏิเสธไม่ได้ว่า มนุษย์ทุกคนมีความอิจฉาอยู่ในระดับจิตใต้สำนึก ถ้าเมื่อไรถูกบ่มเพาะ และไม่ได้ถูกล้าง พฤติกรรมด้านลบ เช่น อิจฉา ริษยา ก้าวร้าว เอาชนะ จะค่อย ๆ แสดงออกมา โดยจิตแพทย์ท่านนี้ ให้แนวทางว่า นอกจากปัจจัย 4 ที่เด็กต้องการแล้ว พวกเขายังต้องอาหารทางใจจากพ่อแม่ ไม่ว่าจะเป็นการถูกยกย่อง ชื่นชม รวมไปถึงความประทับใจ และการสื่อสารที่ดี เช่น พูดช้า ๆ ชัด ๆ และพูดในแง่บวก ไม่ควรจับผิดมากเกินไป เด็กจะอ่อนโยน และเป็นมิตรกับพ่อแม่มากขึ้น
       
        "แต่ถ้าเราไม่ให้มิตรภาพกับลูก เด็กจะไม่เป็นมิตรกับเรา และจะเกิดการต่อต้านหากพ่อแม่เด่นกว่า ดีกว่า ซึ่งเด็กรู้อยู่แล้วว่าเก่งกว่า ดีกว่า แต่ในเมื่อไม่เป็นมิตรกับฉัน คอยจับผิดฉัน โดยยกย่องลูกบ้านอื่นแล้วมาเปรียบเทียบ หรือตำหนิฉันอยู่ตลอดเวลา ลูกจะยิ่งรู้สึกไม่ดี เกิดเป็นการแข่งขัน และในใจอยากจะเอาชนะพ่อแม่ให้ได้ เพราะลึก ๆ เด็กมีปมอยู่แล้ว หากสิ่งแวดล้อมเสริม ก็จะยิ่งเพิ่มปมนี้ให้มากขึ้นอีก" จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านครอบครัวเผย
       
        ฉะนั้น จิตแพทย์รายนี้ ฝากทิ้งท้ายว่า ความอิจฉาริษยาอยู่ในกมลสันดานของมนุษย์ หากไม่รีบล้างปมนี้ตั้งแต่เล็ก เด็กอาจเปลี่ยนนิสัยกลายเป็นคนขี้อิจฉาคนอื่น และย้อนกลับมาอิจฉาพ่อแม่ตัวเองได้ โดยเฉพาะพ่อแม่ยุคใหม่ที่เก่งทั้งงาน และการใช้ชีวิต ควรระวังในเรื่องของพฤติกรรม และการใช้คำพูดให้ดี เพราะบางทีอาจทำให้ลูกรู้สึกอิจฉาโดยไม่รู้ตัวก็ย่อมเป็นได้