Loading ...
                              
รูปจาก http://thainame.net
 

         สวัสดีเทศกาลปีใหม่ไทยมายังคุณผู้อ่าน สงกรานต์ปีนี้คาดว่าหลายท่านคงจะเปียกกันอย่างชุ่มฉ่ำหัวใจ เห็นจากข่าวคราวก็พอจะเดาได้ว่าปีนี้หลายพื้นที่สาดน้ำกันอย่างสนุกสนาน สาดกันจนเสียผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนเป็นห่วงว่าการเล่นสงกรานต์อย่างทุกวันนี้จะทำให้เสียประเพณีที่ดีงาม ต่างชาติจะเข้าใจว่าเทศกาลสงกรานต์เป็นเทศกาลสาดน้ำแต่เพียงอย่างเดียว ทั้งที่ความจริงเป็นเทศกาลปีใหม่ที่ ผู้น้อยต้องไปรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่เพื่อขอพรให้เกิดสิริมงคลกับตัว

          เอาล่ะ ในฐานะที่ผู้เขียนเองก็ไม่ใคร่จะให้ความสำคัญกับประเพณีหรือวัฒนธรรมอะไรมากมายนัก เนื่องจากส่วนตัวเห็นว่า ประเพณีหรือวัฒนธรรมก็เป็นสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น จะมีอยู่ จะดำรงต่อไป หรือจะเปลี่ยนแปลง ก็เป็นที่มนุษย์เรานี่ล่ะที่เห็นว่าประเพณีหรือวัฒนธรรมนั้นๆ ยังตอบ “โจทย์” สภาพสังคมที่เปลี่ยนไปได้หรือไม่ หากจะ “ขืน” ดำรงรักษาทุกอย่างให้เป็นเหมือนดั้งเดิมโดยไม่สนใจสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป คาดว่าก็คงจะขืนได้อีกไม่นาน เหมือนกับประเด็นที่ผู้เขียนอยากหยิบยกมาเล่าสู่กันฟัง

          เรื่องที่อยากหยิบมาเล่าก็คือเรื่องความสวยความงามของคนเรา ด้วยเห็นว่า “ผู้ใหญ่” ออกจะเป็นห่วงเป็นใยวัยรุ่นที่เห่ออะไรๆ ที่เป็นเกาหลี ทั้งแฟชั่น และความสวย ความหล่อ แบบคนเกาหลี รายที่มีเงินก็บินไปศัลยกรรมแบบสวยสั่งได้กันเลยทีเดียว ความเป็นห่วงของผู้ใหญ่เหล่านี้ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของความกลัวว่า ความเป็นไทยจะถูกกลืนหายไปกับกระแสนิยมเกาหลี ทั้งที่จริงแล้ว เราเองก็ไม่มีนิยามที่แน่ชัดในเรื่องความสวยงาม “แบบไทย” เหมือนกัน

          หากจะลองหยิบยกความสวยงามในวรรณคดีที่มีบทชมโฉมตัวละครทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงแล้วก็จะเห็นว่า ความงามแบบที่วรรณคดีหยิบยกมานั้น ล้วนเป็นความงามแบบอิมพอร์ตทั้งสิ้น เช่น

                                    ดูผิวสินวลลอออ่อน                       มะลิซ้อนดูดำไปหมดสิ้น

                        สองเนตรงามกว่ามฤคิน                             นางนี้เป็นปิ่นโลกา

                        งามโอษฐ์ดังใบไม้อ่อน                               งามกรดังลายเรขา

                        งามรูปเลอสรรขวัญฟ้า                               งามยิ่งบุบผาเบ่งบาน

             จากตัวอย่าง เป็นบทชมโฉมของนางศกุนตลา โดยกวีได้เปรียบความขาวของผิวนางศกุนตลาว่า ขาวเสียจนมะลิซ้อนยังดูดำ ซึ่งโดยธรรมชาตินั้น ดอกมะลิเป็นดอกไม้ที่ขาวมากอยู่แล้ว แต่เมื่อเปรียบว่าผิวของนางขาวเสียจนมะลิซ้อนดูดำ แสดงว่าผิวของนางต้องขาว เนียน และละเอียดมาก (ยิ่งกว่าใช้ไวเทนนิ่งสมัยนี้เสียอีก-ฮา)

            นอกจากนี้ กวียังได้เปรียบปากของนางว่างามดุจใบไม้อ่อน ซึ่งเป็นการเปรียบสีของปากนางว่าเหมือนกับสีของใบไม้อ่อนที่เพิ่งผลิออกมาจากกิ่งก้าน โดยธรรมชาตินั้นใบไม้อ่อนจะมีสีแดงเรื่อๆ คล้ายสีของเมล็ดทับทิม ดังนั้นปากของนางจึงมีสีแดงเรื่อๆ ตัดกับผิวขาวผ่อง ทำให้เราเห็นภาพนางศกุนตลาว่าเป็นผู้หญิงที่งดงามมาก

          แต่ความงดงามแบบนางศกุนตลา ก็ไม่ใช่ความงามแบบไทย ประการที่หนึ่งวรรณคดีเรื่องนี้เป็นเรื่องแปลมาจากอินเดีย ความงามที่ปรากฏจึงเป็นความงามแบบที่แขกเห็นว่างาม ประการที่สอง โดยข้อเท็จจริงและโดยเผ่าพันธุ์ก็คงไม่มีคนไทยคนไหนขาวผ่องแบบมะลิซ้อนยังอายเลยกระมัง

            มาถึงตรงนี้ ผู้อ่านอาจจะเห็นว่าศกุนตลาเป็นเรื่องที่เรารับมาจากอินเดีย ก็อาจจะเป็นธรรมดาที่ต้องเป็นการชมความงามแบบอินเดีย ถ้าอย่างนั้นผู้เขียนขอยกตัวอย่างการชมโฉมจาก “นิราศธารโศก” ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ เรื่องนี้กวีไทยแต่งเอง ไม่ได้นำเรื่องจากประเทศไหนมาแปล ลองดูบทชมโฉมด้านล่าง

                                                กรน้องเปรียบเช่นช้าง                    ไอยรา-

                                    วัณแต่งวงเอามา                                       เทียบเจ้า

                                    เปลากลมสมกายา                                     เทียมรูป

                                    คราวเมื่อน้องนั่งเท้า                                  อ่อนล้ำแขนงาม

            ตัวอย่างดังกล่าวเป็นการชมแขนของนางว่าเกลากลมและอ่อนเหมือนงวงของช้าง ซึ่งเป็นคติการชมความงามตามแบบอินเดีย เพราะอินเดียนิยมผู้หญิงที่ร่างกาย “สมบูรณ์” ท่อนแขนอ่อนช้อยเหมือนงวงช้าง แต่ถ้าเป็นแบบไทยมักจะบอกแค่ว่าท่อนแขนกลมกลึงมากกว่า และมักไม่ได้เปรียบเทียบความกลมกลึงนั้นกับอะไร

          ดูไปดูมา ความงามแบบไทยนั้นหานิยามชัดๆ ไม่ได้ว่าเป็นแบบไหน ขึ้นอยู่กับยุคสมัยมากกว่าว่ายุคนั้นเรานิยมความงามแบบใด ยุคหนึ่งเราอาจนิยมความงามแบบอินเดีย ยุคหนึ่งเราอาจนิยมความงามแบบฝรั่ง

          แล้วจะแปลกอะไรถ้ายุคนี้จะนิยมความงามแบบเกาหลีบ้าง



ความคิดเห็นที่  3

อยากเห็นโฉมเป็นๆของศกุนตลาสักคราแท้

สุพิชฌาย์   (10 เมษายน 2555  เวลา 00:16:46)

ความคิดเห็นที่  2

จริงคับบคน  ณ  ปัจจุบันกับอดีดก็เปลี่กันไปตามกาลเวลาดั่งนั้นเรื่องความนิยมเเล้วเเต่ผู้บริโภคเรานิยายให้ใครไม่ได้ใครก็นิยามให้เราไม่ได้

นนนี้   (21 พฤษภาคม 2554  เวลา 10:09:57)

ความคิดเห็นที่  1

ก็จริงนะคะ เพราะชีวิตคือสิ่งที่มีพัฒนาการ และไม่ใช่สิ่งที่อยู่นิ่ง ๆ ตลอดกาล

justmine angle   (18 เมษายน 2554  เวลา 09:11:54)