Loading ...

            วันก่อนดูรายการบันเทิงรายการหนึ่ง ผู้สร้างหนังรายหนึ่งบอกว่า หนังที่เขาสร้างขาดทุนทั้งที่กระแสดีมาก เพราะปัญหา “แผ่นผี” แล้วก็วอนให้ผู้ชมอุดหนุนสินค้าที่ถูกลิขสิทธิ์ ขณะเดียวกันก็ถือโอกาสแจ้งความผ่านหน้าจอว่า ให้ตำรวจและผู้เกี่ยวข้องปราบปรามเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างจริงจัง

            ผู้เขียนมาลองนึกดูว่าประเด็นเรื่อง “ลิขสิทธิ์” นั้นเริ่มเป็น “ปัญหา” ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ไล่ดูแบบหยาบๆ ก็จะเห็น พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.๒๕๓๗ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกมาเพื่อปราบปรามผู้ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ นั่นหมายความว่าก่อนหน้าที่จะออกพระราชบัญญัติฉบับนี้ระยะหนึ่ง ปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์คงเป็นปัญหาใหญ่ของบ้านเราเหมือนกัน

            แล้วคนสมัยก่อนเขามีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์กันหรือเปล่า? ผู้เขียนตั้งคำถามกับตัวเอง โดยเฉพาะกับเรื่องงานเขียน บทกวี ทั้งหลายแหล่ เพราะเท่าที่เคยอ่านงานของกวีในอดีตต้องบอกว่า บางบทบางตอนนี่แทบจะลอกกันมาทีเดียว ลองดู ๒ บทนี้

กำสรวลโคลงดั้น                                                 

       โฉมแม่จักฝากฟ้า         เกรงอินทร์ หยอกนา

อินทร์ท่านเทอกโฉมเอา        สู่ฟ้า                 

โฉมแม่จักฝากดิน                ดินท่าน แล้วแฮ      

ดินฤาขัดเจ้าหล้า                 สู่สมสองสม

นิราศนรินทร์                  

        โฉมควรจักฝากฟ้า       ฤาดิน ดีฤา            

เกรงเทพไท้ธรณินทร์            ลอบกล้ำ                 

ฝากลมเลื่อนโฉมบิน            บนเล่า นะแม่            

ลมจะชายชักช้ำ                  ชอกเนื้อเรียมสงวนฯ

           กำสรวลโคลงดั้น สันนิษฐานกันว่าศรีปราชญ์ กวีในสมัยอยุธยายุคสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นผู้แต่งขึ้น (ศรีปราชญ์จะเป็นชื่อคนหรือเป็นเพียงตำแหน่งนั้นยังไม่มีหลักฐานสรุปแน่ชัด) ในขณะที่นิราศนรินทร์ แต่งโดยนายนรินทร์ธิเบศร (อิน) มหาดเล็กในสมัยรัตนโกสินทร์ช่วงรัชกาลที่ ๒ ทรงครองราชย์สมบัติ

            ยุคสมัยห่างกันขนาดนั้น แต่ข้อความที่ปรากฏเหมือนกันมาก แล้วเชื่อได้ว่า กวีรุ่นหลังอย่างนายนรินทร์ธิเบศร (อิน) ก็น่าจะได้อ่านงานชั้นครูของศรีปราชญ์ แบบนี้ลูกหลานของศรีปราชญ์ก็น่าจะฟ้องร้องหรือไม่ก็ป่าวประกาศให้นายนรินทร์ธิเบศร (อิน) ได้อับอายว่าลอกงานของศรีปราชญ์มา

            แต่... นอกจากจะไม่ถูกประจานให้อับอายแล้ว โคลงบทนี้ของนายนรินทร์ธิเบศร (อิน) ยังได้รับการชื่นชมยกย่องทั้งจากยุคเดียวกันและยุคต่อๆ มาว่าแต่งได้ไพเราะ มีคุณค่าจนถูกนำมาบรรจุในแบบเรียนภาษาไทยให้เราๆ ท่านๆ ได้เรียนกัน แต่ตอนสมัยเรียนมัธยม เราอาจไม่ได้เรียนแบบเปรียบเทียบบทต่อบทของกวีทั้ง ๒ ท่านนี้ “เขา” เลือกเฉพาะของนายนรินทร์มาให้เรียนก็เรียนไป (ดีนะที่คุณครูไม่ถูกเด็กตั้งคำถามว่า... ครูคะทำไมเอางานผิดกฎหมายมาให้หนูเรียน – ฮา)

            อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่คนสมัยก่อนไม่ถือเรื่องลิขสิทธิ์เป็นเรื่องสำคัญเพราะมีเหตุมีปัจจัย เช่น บทกวีต่างๆ นั้น ก่อนกวีจะลงมือเขียนเนื้อหาเขาจะต้องเขียน “บทไหว้ครู” ก่อน ซึ่งบทไหว้ครูนั้นนอกจากจะเขียนเพื่อเป็นสิริมงคลกับตัวเองและงานเขียน ยังเป็นการบูชา “ครู” ไม่ว่าจะเป็นครูที่สั่งสอนกันมาโดยตรงหรือครูที่เขียนตำรับตำรา ผลงานต่างๆ ทิ้งไว้ ในแง่นี้คนโบราณจึงถือว่าการเขียนบทไหว้ครูก็คือการได้ขออนุญาตนำงานเขียนของคนรุ่นก่อนมาปรับใช้นั่นเอง หรือที่คนสมัยนี้เรียกว่าการเขียน “อ้างอิง” นั่นล่ะ เพียงแต่สมัยนี้ยกข้อเขียนของใครมาจะกี่ครั้งก็ต้องเขียนวงเล็บอ้างอิงไว้ท้ายข้อความนั้นทุกครั้งไป แต่คนสมัยก่อนเขาเขียนบทไหว้ครูเป็นการอ้างอิงครั้งเดียวแล้วก็ไม่ต้องเขียนอีกในเนื้อความ

            ข้อเท็จจริงที่สำคัญกว่าคือ เราต้องกลับมาทบทวนว่ากระแสเรียกร้องให้ปราบปรามเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์เป็นวิธีคิดของใคร? ของพี่ไทยเอง หรือของต่างชาติที่เข้ามาจี้ให้รัฐบาลไทยกวดขันเพื่อแลกเปลี่ยนกับบางเรื่อง แล้วจริงหรือที่ว่าหากปล่อยให้มีการละเมิดลิขสิทธิ์ มนุษย์จะไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์ ไม่เกิดนวัตกรรม เพราะจะว่าไปแล้วสิ่งประดิษฐ์สำคัญๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ล้วนเกิดขึ้นในยุคที่ไม่มีเรื่องลิขสิทธิ์เข้ามาทำให้ปวดหัว ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบิน หลอดไฟ โทรศัพท์ หรือโทรเลข

              คุณว่าไหม...



ความคิดเห็นที่  2

ตอนนี้มีระบบลงทะเบียนเนื้อหาในเว็บไซต์แล้ว http://www.piecess.com ซึ่งให้ผู้สร้างสรรค์ผลงานได้แสดงความเป็นเจ้าของเนื้อหานั้นๆ ได้

Pattadon Churcharoen   (1 มกราคม 2555  เวลา 14:56:57)

ความคิดเห็นที่  1

เห็นด้วย  สุดยอด

ยุพดี ธรรามชาติ   (5 พฤษภาคม 2554  เวลา 22:28:53)