Loading ...

                                           เห็นเส้นขอบฟ้า

                                    แม้แต่นกที่กล้าบิน

                                    ก็ยังหาไม่พบ

                                    เห็นเธอ

                                    แม้เฝ้ามองอยู่เสมอ

                                    ก็เหมือนมิได้ประสบ

                                    โอ้,ตะวันยามพลบ

                                    เมื่อคืนและวันบรรจบ

                                    อะไรที่ลบเลือนไป

 

                        ฉบับนี้ขอขึ้นต้นด้วยบทกวี “ไม่สมปรารถนาอารมณ์” ของละไมมาด คำฉวี จากมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ ๑๔ - ๒๐ พ.ค. ๕๓

                        อย่า...อย่าเพิ่งบอกว่าทำไมขึ้นต้นด้วยความเศร้า เพราะนี่คือความจริง  เพราะไม่มีมนุษย์คนใดในโลกสมหวังไปเสียทุกอย่าง ต่อให้เกิดมาพรั่งพร้อมด้วยเงินทอง ชาติตระกูลและสติปัญญา เรื่องนี้เป็นสัจธรรมที่มนุษย์ทุกคนรู้ดีอีกเช่นกัน แต่จะเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมรับกับความไม่สมปรารถนาได้ดีแค่ไหนนั้นก็เป็นอีกเรื่อง

                        บางเรื่อง...เราอาจถูกฝึกมาให้รับกับสถานการณ์นั้นได้ดี

                        แต่กับบางเรื่อง...แม้จะเคยผ่าน เคยถูกทดสอบมา ก็ใช่ว่าเราจะตั้งรับมันได้ดี เช่น ความไม่สมหวังในรัก เพื่อนของผู้เขียนบางคนแม้จะอกหักมาแล้วสามสี่ครั้ง แต่ดูเหมือนว่าเธอจะตั้งรับกับความผิดหวังในรักครั้งที่ห้าได้ไม่ดีนัก ด้วยยังมีอาการฟูมฟาย น้ำตาท่วม ทำการงานไม่ได้ไปพักใหญ่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

                        ผู้เขียนอยากจะเชื่อว่า “บางเรื่อง” ก็ยากต่อการทำใจยอมรับจริงๆ แต่อีกใจก็ค้านว่า การ “ตั้งรับ” กับทุกเรื่องน่าจะเป็นสิ่งที่เราฝึกได้และควรฝึกก่อนที่สถานการณ์นั้นจะมาถึง

                        โดยเฉพาะการเผชิญกับสถานการณ์การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก               

                        ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วจนถึงเมื่อเดือนก่อน ผู้เขียนไปร่วมงานศพเกือบทุกเดือน บางเดือนมีบุคคลที่รู้จักเสียชีวิตถึง ๒ คน และทุกครั้งที่ไปงานศพผู้เขียนชอบสังเกตลูกหลาน ญาติๆ ของผู้ตาย

                        แน่ล่ะ..ทุกคนโศกเศร้า  แต่ใครจะควบคุมความโศกเศร้าได้ดีเพื่อจัดการกับสถานการณ์ตรงหน้าตั้งแต่เรื่องเตรียมงานศพ การดูแลแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน การตอบคำถามต่างๆ เกี่ยวกับผู้ตายนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ครอบครัวของเพื่อนผู้เขียนคนหนึ่งเสียเสาหลักของชีวิตไปอย่างกะทันหันด้วยอุบัติเหตุพร้อมกันถึง ๒ คนในบรรดาสามพี่น้อง มีเพื่อนของผู้เขียนเพียงคนเดียวที่ทำใจไม่ได้ เธอช็อกต้องนอนโรงพยาบาลทำให้ไม่มีโอกาสได้ไปงานศพ ในขณะที่พี่ชายและน้องสาวของเธอที่รอดชีวิตจากอุบัติเหตุดังกล่าวสามารถจัดการงานศพและสถานการณ์ตรงหน้าได้ดีประโยคหนึ่งที่น้องสาวของเพื่อนผู้เขียนพูดก็คือ “เราทำอาชีพนี้....อาชีพที่ถ้าผิดพลาดอะไรนิดเดียวก็ถึงกับชีวิตได้ เรานึกถึงความตายตลอดเวลา”

                        อาชีพที่ว่า คือการผลิตดอกไม้ไฟ ซึ่งเป็นกิจการของครอบครัว พี่ชายและน้องสาวของเพื่อนผู้เขียนเมื่อเรียนจบแล้วก็กลับไปช่วยที่บ้านผลิตดอกไม้ไฟขายซึ่งมีรายได้ต่อเดือนดีกว่าการจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ทั้งคู่ถูกสอนให้ระมัดระวังและอยู่กับความไม่ประมาท ในขณะเดียวกันก็ต้องเตรียมทำใจว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อและหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมาจริงๆ จะต้องเตรียมรับมืออย่างไร

                        ผู้เขียนลองมาย้อนคิด อาจเป็นไปได้ว่าการที่เพื่อนของผู้เขียนทำใจไม่ได้กับการสูญเสียเพราะเธอไม่เคยคิดมาก่อนว่า ความตายของบุคคลอันเป็นที่รักของเธอจะเดินทางมารวดเร็วเช่นนี้ เนื่องจากหลังจากเรียนจบ เพื่อนคนนี้ก็ได้งานในกรุงเทพฯ กลับบ้านไม่บ่อยนัก ไม่เคยคลุกคลีกับกิจการของที่บ้าน ถึงอาจจะคิดว่าเป็นงานที่เสี่ยงต่อชีวิตแต่ก็คงไม่นึกว่ามันจะเกิดขึ้นกับครอบครัวของเธอ

                        ไม่ใช่เรื่องผิดหรอกที่เธอจะไม่เคยคิดมาก่อน ยิ่งหากถูกปลูกฝังมาแบบที่ “ถือ” เรื่องเป็นเรื่องตาย การคิดล่วงหน้าไปว่าคนโน้นคนนี้จะตายวันนี้พรุ่งนี้ อาจถือว่าเป็นการแช่ง ยิ่งหากคนๆ นั้นป่วยอยู่การคิดเช่นนี้อาจถูกตีความว่าคิดเป็นลางไม่ดี

                        อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนคิดว่าไม่ว่าจะคิดอะไรเป็นลางดีหรือลางไม่ดี ในสถานการณ์หนึ่งๆ เราก็ควรต้องคิดให้รอบด้าน คิดให้ครบทุกทาง ไม่ว่าคิดแล้วจะถูกมองว่าคิด “บวก” หรือคิด “ลบ” ก็ตาม                 

                        ก็เรามองโลกในแง่ของความเป็นจริงนี่นา...