Loading ...

          เมื่อเร็วๆ นี้ นักศึกษา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทำการวิจัยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างความรู้เกี่ยวกับโรคเอชไอวีและพฤติกรรมเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวี ในนักเรียนระดับมัธยมศึกษา

          ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนกลุ่มเป้าหมายมีระดับความรู้อยู่ในเกณฑ์ดี โดยความสัมพันธ์ระหว่างความรู้และความเสี่ยงในการติดเชื้อฯ พบว่ายังไม่มีความสัมพันธ์กันทางสถิติ ซึ่งหมายถึงความรู้เรื่องเอชไอวีอาจไม่มีผลกับการมีพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ของกลุ่มนักเรียน โดยที่แม้นักเรียนจะมีความรู้ดี แต่บางคนก็ยังมีความเสี่ยงสูงอยู่

          “กลุ่มนักเรียนที่มีความเสี่ยงมากนั้น ก็มีความรู้เรื่องเอชไอวีในเกณฑ์ค่อนข้างดี ซึ่งอาจเป็นผลจากความคิด วิจารณญาณ การตระหนักถึงผลเสียในการมีพฤติกรรมทางเพศที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อฯ ยังมีไม่มากพอตามวุฒิภาวะ” งานวิจัยระบุ

          ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติเกี่ยวกับโรคเอดส์และความเสี่ยงในการติดเชื้อฯ นั้นพบว่า กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่หรือร้อยละ ๙๘.๖ มีทัศนคติในแง่บวก โดยเมื่อพิจารณาตามความสัมพันธ์กับความเสี่ยงพบว่าไม่มีความสัมพันธ์กัน คือมีกลุ่มที่เสี่ยงน้อยร้อยละ ๘๔ และกลุ่มเสี่ยงมากร้อยละ ๖.๒

          เมื่อพิจารณาทั้งด้านความรู้ ทัศนคติ ก็ไม่มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยง เพราะกลุ่มเสี่ยงสูงบางคนก็มีคะแนนความรู้ และทัศนคติเกี่ยวกับเอชไอวีค่อนข้างดี ขณะที่ ความสัมพันธ์เรื่องเพศกับความรู้ และทัศนคตินั้น เพศหญิงส่วนใหญ่มีความรู้ ความตระหนักและทัศนคติเชิงบวกเกี่ยวกับเอชไอวีมากกว่าเพศชาย

          อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้ทำการศึกษาเมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ที่ผ่านมา กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียนเสริมงามวิทยาคม จ.ลำปาง จำนวน ๑๔๗ คน โดยใช้แบบสอบถามถามถึงข้อมูลทั่วไป ความรู้เกี่ยวกับเอชไอวี ทัศนคติ และพฤติกรรมเสี่ยงของกลุ่มเป้าหมาย



ความคิดเห็นที่  2

มองได้ 2 มุมค่ะ
1. ความรู้ที่มีอยู่มากนั้นไม่ได้ช่วยทำให้เยาวชนไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงได้ คงต้องหากันต่อไปว่า แล้วอะไรที่จะช่วยให้พวกเรามีความเสี่ยงลดลงได้ คนทำงานเอดส์กับเยาวชนต้องหันกลับมามองกันอีกสักครั้งว่ากระบวนการที่ทำให้เยาวชนรู้เรื่อเอดส์ ที่จะทำให้พวกเขาป้องกันให้ตัวเองปลอดภัยได้อย่างจริงๆ นั้นควรเป็นอย่างไร
และ 2. ก็น่าจะดีนะค่ะ  ถ้าเยาวชนที่มีความเสี่ยง มีความรู้เรื่องเอดส์ดี เพราะแสดงให้เห็นว่าในขณะที่เขามีพฤติกรรมเสี่ยง เขาก็แสวงหาความรู้ เพื่อที่จะจัดการให้ตัวเองเสี่ยงลดลง  แต่สิ่งที่คนทำงานเอดส์ ต้องพิจารณากันอีกเรื่องหนึ่ง คือ  ความรู้ที่ให้พวกเขามีนั้น เพียงพอกับการที่พวกเขาจะป้องกันตัวเองให้ปลอดภัยได้หรือยัง
  จริงๆ เป็นเรื่องที่ดีและน่าชื่นชมกับผลงานวิจัยของนักศึกษาแพทย์ มช นะค่ะ ที่บอกและสะท้อนการผลการดำเนินงานป้องกันเอดส์ในเยาวชนที่เกิดขึ้น
  อะไรจะเป็น intervention ที่แรง และเพียงพอ สำหรับการแก้ปัญหานี้ เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องช่วยกันคิด  ถาม  และหาคำตอบกันต่อไป  เพื่อเป้าหมายที่เป็น "ศูนย์" ของประเทศเรา ......  ให้กำลังใจกับทุกลมหายใจที่ทุ่มเททำงานเอดส์ด้วยความจริงใจค่ะ

youth_friendly   (13 กรกฎาคม 2554  เวลา 17:34:39)

ความคิดเห็นที่  1

ทฤษฎ๊ที่ว่าความรู้คู่ปฎิบัติ ก็คงไม่จริงเสมอไป

rainbow chan   (27 มิถุนายน 2554  เวลา 11:48:28)