Loading ...

          เดือนสองเดือนที่ผ่านมา สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสได้นำหนังเรื่อง “ขุนรองปลัดชู วีรชนคนถูกลืม” มาฉายและมีวงเสวนาเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ ผู้เขียนเองก็ได้ดูบ้างไม่ได้ดูบ้าง ตามแต่โอกาสจะเอื้ออำนวย แต่ก็ชื่นชมว่ารายการนี้ได้ช่วยทำให้สังคมมองเห็น “คนตัวเล็กๆ” ที่ “ถูกลืม” ทั้งที่เป็นบุคคลที่มีความสำคัญต่อประเทศ

          เป็นเรื่องปกติหรือเปล่าไม่รู้...แต่ที่รู้คือ เรามักยกย่องเชิดชูผู้นำมากกว่าผู้อื่น ทั้งที่การที่คนๆ หนึ่งจะเป็นผู้นำให้กลุ่มก้อนประสบความสำเร็จได้ล้วนต้องมีผู้ตามที่ดีและมีแนวคิดบางประการร่วมกันแต่ท้ายที่สุดเมื่อภารกิจประสบความสำเร็จ “คนหัวแถว” มักจะได้รับการยกย่องเสมอ เช่น

          เมื่อเป็นกองทัพ....หากรบชนะ เรายกย่องแม่ทัพมากกว่าทหารเกณฑ์ ทั้งที่ทหารเกณฑ์พวกนี้คือแนวหน้า

          เมื่อเป็นองค์กร....หากชิ้นงานได้รับรางวัล เรามักยกย่องว่ามีหัวหน้าที่บริหารงานเก่ง ใช้งานคนเป็น แต่ไม่ค่อยมีใครนึกถึงลูกน้อง ทั้งที่ลูกน้องคือกำลังสำคัญในการคิดและพัฒนางานนั้น

          เมื่อเป็นโรงเรียน...เรามักยกย่องเด็กเก่ง เด็กที่ทำชื่อเสียงให้กับโรงเรียน ทั้งที่ส่วนใหญ่เด็กที่กลับมาทำประโยชน์ให้โรงเรียนเมื่อจบการศึกษาไปแล้วก็คือเด็ก “กลางห้อง” “หลังห้อง” เพราะเด็กเหล่านี้ก็ยังเรียนต่อหรือทำงานอยู่ในชุมชน ไม่ได้ย้ายถิ่นฐานเข้าเมืองใหญ่ ดังนั้น เวลาโรงเรียนมีงานหรือต้องการระดุมทุน ระดมแรง ก็จะได้เด็กกลางห้องหลังห้องนี่ล่ะมาช่วย

          ทหารเกณฑ์ ลูกน้อง และเด็กหลังห้อง ล้วนเป็นคนที่ถูกเราหลงลืมเหมือนกวีบทนี้หรือเปล่า?

                               ท่ามกลางอัญมณีฉันคือก้อนหิน

                              ท่ามกลางเม็ดทรายฉันคือฝุ่นดิน        

                              ท่ามกลางบุตรธิดาฉันคือผู้ที่ตายตั้งแต่ยังเด็ก               

                             ท่ามกลางนักรบฉันคือผู้ขลาดนี้สงคราม

          กวีบทนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทที่ชื่อว่า “ผู้ถูกหลงลืม” ของซะการีย์ยา  อมตยา ในหนังสือรวมบทกวี “ไม่มีหญิงสาวในบทกวี” ฉบับเต็มมี ๓ บท แต่ทุกบทมีเนื้อหาคล้ายกันคือพูดถึง “ฉัน” ที่แปลกแยกจากคนอื่นในสังคม โดยที่ความแปลกแยกนั้นถูกมองจากตัว “ฉัน” เองว่าต้อยต่ำ ไม่มีค่า ดูจากของสองสิ่งที่ใช้เปรียบเทียบกันก็ได้ ที่เปรียบอัญมณีกับก้อนหิน เม็ดทรายกับฝุ่นดิน บุตรธิดากับลูกที่ตายตั้งแต่เด็ก และนักรบกับคนขี้ขลาด

          แน่นอน..สังคมย่อมต้องการอัญมณีมากกว่าก้อนหิน ต้องการทรายมากกว่าฝุ่นดิน และย่อมต้องการเหล่านักรบผู้กล้าหาญมากกว่าคนขลาด เมื่อเทียบกับโรงเรียน ก็พบว่าครูอาจารย์ส่วนใหญ่ก็ย่อมต้องการเด็กฉลาด เรียนเก่ง เด็กที่สนใจเรียนมากกว่าเด็กที่เรียนไม่เก่ง ไม่ตั้งใจเรียน อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่า “ใคร” คือคนส่วนใหญ่และเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาสังคม ที่ควรจะได้รับการสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพเช่นเดียวกับคนกลุ่มอื่น

          เด็กที่เรียนไม่เก่ง ไม่ตั้งใจเรียน ก็เป็นไปได้ว่าการเรียนแต่ด้านวิชาการอาจจะไม่ใช่ “แนว” ของเขา เขาจึงต้องหาแนวเพื่อให้ตัวเองมีพื้นที่ยืนในสังคม ไม่กลายเป็นสิ่งด้อยค่าอย่างก้อนหิน เช่น การแต่งกายที่ผิดระเบียบ การแข่งรถ ยกพวกตีกัน ฯลฯ ประเด็นสำคัญคือ เราจะทำอย่างไรให้เด็กเหล่านี้เห็นว่าตัวเองก็เป็นอัญมณีไม่ใช่ก้อนหิน หรือถ้าจะเป็นก้อนหิน จะเป็นก้อนหินแบบไหนดีที่ทำประโยชน์ได้

          หากเรามองเห็นประเด็นเหล่านี้ เชื่อว่า “ผู้ที่ถูกหลงลืม” ก็จะมีตัวตน มีพื้นที่ยืนในสังคม และดึงศักยภาพของตัวเองออกมาใช้เพื่อส่วนรวม จนกลายเป็น “ผู้ที่ควรค่าแก่การจดจำ”



ความคิดเห็นที่  3

    ในฐานะทำงานด้านเด็ก...เห็นว่าเด็กทุกคนมีค่า มีความสำคัญทุกคน และคิดเสมอว่าคงไม่มีใครอยากเกิดมาเลว...เพียงแต่ว่าเขายังไม่สามารถค้นพบตัวตนที่จริง...เพราะฉะนั้นพวกเราควรให้โอกาสและช่วชี้นำให้พบแสงสว่างนำทางที่ถูกต้องแก่พวกเขา อย่างน้อย ๑ คนก็ยังดี

ป้าตุ้ม   (18 กันยายน 2554  เวลา 11:46:59)

ความคิดเห็นที่  2

ในฐานะครูคนหนึ่งมิเคยหลงลืมเด็กกลางห้องหรือหลังห้อง ใส่ใจดูแลติดตามช่วยเหลืออยู่เสมอ แต่ไม่ทราบว่าเด็กเหล่านี้หลงลืมตัวเองหรือเปล่าว่าเขาคือทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่า ไม่ควรหลงใหลไปกับกระแสสังคมอันเชี่ยวกราก  ก็คงต้องทำหน้าที่กันต่อไปจนกว่า............จะหมดหน้าที่  (ใกล้เกษียณฯแล้วนี่)

kruke   (17 กันยายน 2554  เวลา 14:53:43)

ความคิดเห็นที่  1

ก็คงตล้าย ข้อความที่ผู้น้อย ,ผู้กล้า,ผู้ปฏิบัติ ผู้อยู่เบื้องหลัง คือ "ปิดทองหลังพระ"  ก็คงจะปลงอนิจจัง เพราะเราคน
ไทย ใจดีเสมอ ให้อภัย ยิ้มรับกับความทุกข์ สุขใจกับคนอื่นเขา ก็เป็นนางเอก และพระเอก  แม่พระ พ่อพระ

piyanan   (17 กันยายน 2554  เวลา 12:54:32)