Loading ...


รูปจาก www.pixpros.net

          ก่อนอื่นต้องขอบอกว่า มูลเหตุในการเขียนเรื่องนี้มาจากการนั่งทบทวนตัวเองเวลาที่พ่อแม่ของผู้เขียนเคี่ยวเข็ญให้ไปทำบุญด้วยกันที่วัดเวลามีเทศกาลงานบุญ เมื่อผู้เขียนปฏิเสธ มักจะถูกตำหนิว่า “บุญทานไม่ทำเดี๋ยวชาติหน้าจะลำบากนะ” พอผู้เขียนตอบว่า “ทำแล้ว ทำบุญแบบอื่น แบบที่ไม่ใช่ทำกับพระ” ก็ถูกบอกอีกว่า “ทำบุญต้องทำกับพระสิ...จะได้บุญมากกว่าทำกับคนอื่น”

          อืม...คิดไปคิดมาก็น่าจะจริง สมัยเรียนวิชาพระพุทธศาสนาจำได้ว่า การทำบุญถ้าจะให้ได้บุญมากต้องทำกับผู้รับที่บริสุทธิ์ ซึ่งในที่นี้ก็คือ “พระสงฆ์” เพราะเป็นผู้มีศีล แต่ตรรกะนี้จะใช้กับพระสงฆ์ทุกรูปก็ไม่ได้อีก เพราะข่าวแวดวงพระที่ออกมาแต่ละวันทำให้เห็นว่ามีพระจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้ปฏิบัติตามศีลที่เป็นข้อบังคับของสงฆ์

          ในขณะหนึ่ง สถานภาพ “พระสงฆ์” ได้เอื้ออำนวยหลายสิ่งหลายอย่างให้กับผู้ที่บวช เช่น ข้าวปลาอาหาร ข้าวของปัจจัย สถานภาพทางสังคมที่สูงขึ้น รวมทั้งโอกาสในการศึกษาเล่าเรียน ซึ่งผู้เขียนคิดว่าเป็นเรื่องดีที่จะช่วยให้คนมีโอกาสในชีวิตมากขึ้น แต่เป็นคนละเรื่องกับการนับถือพระสงฆ์ว่าเป็นผู้สืบทอดพุทธศาสนา เพราะดูเหมือนแนวทางการสืบทอดพระพุทธศาสนาของสงฆ์แต่ละสำนักก็จะต่างกันและบางสำนัก บางรูปก็ทำให้ชาวพุทธปวดใจ บ้างใช้ “เครื่องแบบ” สงฆ์ไปในทางอื่น ร่ำรวยอู้ฟู่เสียยิ่งกว่าฆราวาส เพราะเครื่องแบบสงฆ์เอื้อให้คนรู้สึกดีกับการ “ให้”

          ลองดูกลอนบทนี้...                

                              เช้านี้ผมเห็นคุณยายละแวกบ้านทำบุญตักบาตร                                                                                                            

                              เช้านี้ผมเห็นคุณป้าแม่ค้าข้าวราดแกงตักบาตร     

                              เช้านี้ผมเห็นคุณลุงคุณน้าคุณพี่ข้างบ้านตักบาตร                        

                              และเช้านี้ผมก็ยังเห็นคนจรนอนหิว ซึ่งเขาไม่มีบาตร...

 

          กลอนบทนี้มีชื่อว่า "เรื่องเล่าเช้านี้" เขียนโดยคุณ KAI DYLAN จากเว็บไซต์เครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย (www.thaipoetsociety.com) อ่านแล้วก็สะท้อนใจดีแท้

          ทำไมคุณยาย คุณป้าแม่ค้า คุณลุงคุณน้า คุณพี่ข้างบ้านจึงตักบาตร 

          ทำไมจึงไม่มีใครเอาอาหารให้คนจรซึ่งนอนหิว
          ทำไมเราเชื่อว่า...ใส่บาตรแล้วญาติของเราที่ตายไปจะได้รับอานิสงค์ผลบุญ มีอาหารกินในภพหน้า ทั้งๆ ที่เราไม่เห็น และเป็นเรื่องพิสูจน์ไม่ได้

          ในขณะที่ภาพ “คนจรนอนหิว” เป็นสิ่งที่เกิดตรงหน้า และพิสูจน์ได้ทันทีว่าถ้าเราเอื้ออาหารให้เขา เขาจะอิ่ม

          ความเชื่อบางอย่างพิสูจน์ไม่ได้ แต่ถ้าทำแล้วสบายใจ ไม่เดือดร้อนผู้อื่น ผู้เขียนคิดว่าไม่ใช่เรื่องผิด อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ควรละทิ้งสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า แม้ว่าจะไม่ใช่สิ่งที่เราเชื่อ แต่การได้ช่วยให้คนๆ หนึ่งมีชีวิตอยู่ต่อก็เป็นเรื่องที่มนุษย์พึงกระทำต่อกันมิใช่หรือ...

          ทำบุญด้วยวิธีอื่นกันบ้างก็ดีนะ...



ความคิดเห็นที่  11

 Hello! cefdeeb interesting cefdeeb site! I'm really like it! Very, very cefdeeb good!

Pharmf895   (30 ธันวาคม 2555  เวลา 14:57:35)

ความคิดเห็นที่  7

 Hello! gacdakd interesting gacdakd site! I'm really like it! Very, very gacdakd good!

Pharmg222   (30 ธันวาคม 2555  เวลา 14:56:36)

ความคิดเห็นที่  6

นั่นคือ "การทำทาน" ค่ะ มิใช่ "การทำบุญ" เพราะ "บุญ" นั้น คือผลลัพธ์ที่เราไดรับหลังจากที่เราได้ให้ "ทาน" แล้วค่ะ
ทีนี้ ทำไมต้องทำบุญ(ทำทาน)กับพระสงฆ์ ความคิด(ความเชื่อ)ที่ว่า ทำบุญ(ทำทาน)กับพระสงฆ์ แล้วถึงจะได้บุญนั้นมีมาว่าอย่างไรจะได้อธิบายดังต่อไปนี้
การทำบุญ(ทำทาน)กับพระสงฆ์นั้น ก็ด้วยเหตุที่ว่า พระสงฆ์เป็นผู้ที่อยู๋ในศีล อยู่ในธรรม คือ "รักษาศีล" และ "ปฏิบัติธรรม" ด้วยนั่นเอง ซึ่ง"ศีล"ที่พระสงฆ์ต้องถือปฏิบัตินั้น มีทั้งหมด 227 ข้อ ((แต่อาจจะทำได้ไม่ครบถ้วน จึงได้มีการสารภาพบาป(คำภาษาบาลีว่ายังไงนั้น จำไม่ได้จริงๆ ขออภัยด้วยค่ะ)เกิดขึ้นในวันพระวันโกน(วันไหนซักวันนี่แหละค่ะ จะได้ไม่หมดเหมือนกัน) คล้ายๆ กับการสารภาพ ในคริสตศาสนานั่นเอง เพียงแต่ในคริสตศาสนานั้นอนุญาติให้ใครก็ได้(ในที่นี้หมายถึง มนุษย์ปุถุชนทั่วไป)สามารถมาสารภาพบาปในโบสถ์กับบาทหลวง(หลวงพ่อ)ได้ แต่ศาสนาพุทธไม่เคยพบว่ามนุษย์ทั่วไปจะสามารถสารภาพต่อพระภิกษุได้ (หรือว่าอาจจะเคยมีหรือมีแต่ความรู้ดิฉันยังไปไม่ถึง จึงขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย) แต่ถ้าหากว่าพระรูปนั้นได้ทำบาปหนัก(อาบัติปาจิตตีย์) ก็ไม่อาจที่จะแค่สารภาพบาปได้ จึงต้องสึกออกมาใช้ชีวิตเฉกเช่นมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่ง นี่อาจจะเป็นบทลงโทษหนักที่สุดในทางพุทธศาสนาก็เป็นได้))
ดังนั้น ความที่เป็นมาในลักษณะเช่นนี้ จึงทำให้คนไทยในสมัยก่อนจึงมีความเชื่อกันว่า ทำบุญ(ทำทาน) กับพระแล้วจะได้บุญเยอะ
ส่วนที่ว่าจะได้เยอะหรือได้น้อยนั้น ก็ไม่มีใครสามารถบอกได้อยู่แล้ว แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ถ้าเราทำบุญ(ทาน)ไปแล้ว ทำให้ตัวเองเดือดร้อน ไม่มีเงินซื้อข้าวกิน ไม่มีเงินเติมน้ำมันรถยนต์ทำให้ไปทำงานไม่ทันเวลานั้น ก็จะไม่ได้รับผลบุญ ถ้าจะเปรียบกับคำกล่าวในภาษาไทยว่า "ทำบุญได้บาป" นั่นแล ความหมายก็คืออย่างที่ได้กล่าวไปแล้วในเบื้องต้นว่า ทำบุญ(ทาน)แล้วทำให้ตัวเองกลับมาไม่สบายใจนั้น พระพุทธเจ้าท่านมิได้สนับสนุนแต่อย่างใด
การทำบุญ(ทำทาน) ที่จะส่งผลดีที่สุดกลับสู่ตัวของผู้กระทำเองนั้น ก็การทำด้วยจิตใจบริสุทธิ์ ทำด้วยความตั้งใจ ตั้งมั่นอย่าแน่วแน่แล้วว่าจะทำ ทำแล้วไม่เบียดเบียนตนเอง แค่นี้คนทำก็จะรู้สึกอิ่มเอิบใจที่ได้ทำ รู้สึกมีความสุขที่ได้ทำ รู้สึกรักตัวเอง และมีความรู้สึกดีๆในกับตนเอง เพียงแค่นั้น ก็เป็ฯการทำบุญ(ทำทาน)ที่ได้บุญแล้ว
อัตตาหิ อัตตะโนนาโถ ตนเป็นที่พึ่งของตน ทำกรรมสิ่งใดไว้ ย่อมได้รับผลของกรรมนั้นๆสืบต่อแทน

Kathy   (11 กันยายน 2555  เวลา 14:31:16)

ความคิดเห็นที่  5

การทำบุญนั้นมีหลายแบบนะครับ เช่นทำตามโบราณได้ทำกันมาเช่น การทำบุญตามเทศกาลต่างๆ  หรือทำกันตามความเชื่อ เช่นการสร้างวัด  สร้างพระ  สร้างโบสถ์ ซึ่งการทำบุญดังกล่าวนั้นก็เป็นการสร้างประโยชน์ให้กับสังคมหรือตนได้เช่นกัน  และยังเป็นการปลูกฝังนิสัยที่ดีให้กับผู้ที่ได้ทำบุญเช่นกัน
แต่ในยุคปัจจุบันนั้นได้มีการนำมาประยุกต์การทำบุญในหลายรูปแบบซึ่งล้วนแต่สร้างประโยชน์ให้กับสังคมรอบข้างและปลูกฝังความมีคุณธรรม  จริยธรรม  ความรับผิดชอบ แก่ผู้ที่ได้สร้างบุญดังกล่าว  
และที่สำคัญการทำบุญนั้นทำอย่างไรก็ได้  ขอให้ทำแล้วเราสบายกายใจ มีความสุขใจ  และที่สำคัญตนเองและครอบครัวคนรอบข้างต้องไม่เดือดร้อน

kru-Achewa   (16 ตุลาคม 2554  เวลา 15:55:38)

ความคิดเห็นที่  4

การที่เราตั้งใจทำบุญโดยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ว่ากับผู้ทรงศีลหรือคนที่เขาอดหยากยากแค้นแสนสาหัส หรือกับบุคคลผู้ซึ่งต้องการในสิ่งที่เราให้นั้น ถือเป็นบุญที่มีได้แตกต่างกัน  พระศาสดาท่านมิเคยสอนหรือบัญญัติไว้ในพระธรรมคำสอนบทไหนๆว่าการทำบุญต้องทำกับสาวกในพระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่พระศาสดาทรงสอนไว้ให้เราทำบุญและทำทานให้ผู้ที่เขาลำบากและตกทุกข์ได้ยากกว่าเราด้วยใจบริสุทธิ์..นั่นคือการทำบุญอย่างแท้จริง

takatan   (14 ตุลาคม 2554  เวลา 17:28:39)

ความคิดเห็นที่  3

บางอย่างเป็นความเชื่อที่ดี แต่พอความเชื่อนั้นเติบโตขึ้นมา วันหนึ่งความเชื่อนั้นอาจจะกลายพันธุ์เป็นความเชื่อที่ไม่ดี เช่น การทำบุญเป็นสิ่งที่ดี การให้เป็นสิ่งที่ดี แต่เมื่อกระแสสังคมเรื่องธรรมะธุรกิจเข้ามา และบอกเพิ่มเติมว่า ถ้าเราทำบุญมากเท่าไหร่ ผลบุญจะกลับมาหาเรามากเท่านั้น ทำให้คนบางคนทำบุญจนหมดตัว ชีวิตเลยเดือดร้อน เราต้องหยุดความเชื่อในลักษณะนี้ เพื่อตอบตัวเองให้ได้ว่า เราควรจะเพิ่มระดับความเชื่อให้มากขึ้นกว่าเดิมที่เป็นอยู่ หรือเราจะหยุดความเชื่อเดิมไว้แค่นี้ ลองเปิดใจให้กว้าง ๆ เมื่อไหร่ที่คุณปรับความเชื่อ เปลี่ยนความคิด และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้ "ความสำเร็จ" จะอยู่ในกำมือคุณอย่างแน่นอน

Phee Sri   (8 ตุลาคม 2554  เวลา 21:11:28)

ความคิดเห็นที่  2

ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม ของเราชาวพุทธ ได้ถูกปลูกฝัง สืบสานต่อกันมา เป็นเวลาช้านาน จากรุ่นสู่รุ่น
เมื่อสถานการณ์ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปตามยุคโลกาภิวัฒน์ ฉะนั้นการปรับเปลี่ยนวิธีการทำบุญ ถือเอาตามเจตนารมณ์
ของผู้กระทำเป็นเกณฑ์โดยบริสุทธิ์ใจ อาทิ การทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษาให้กับทางโรงเรียน การทอดผ้าป่าเพื่อการสาธารณสุขให้กับทางโรงพยาบาล หน่วยงานสาธารณสุข การทำบุญกับผู้ชรา ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ย่อมได้บุญกุศลในเชิงประจักษ์ แก่เพื่อนร่วมโลกด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่ายิ่งในขณะนี้เพื่อนร่วมประเทศ ที่อยู่ทางภาคเหนือ ภาคกลาง กำลังประสบอุทกภัย ต้องการความช่วยเหลือเป็นการเร่งด่วน พวกเราทุกคนควรช่วยกันระดมทุนสรรพกำลังโดยถ้วนทั่ว เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ถือได้ว่าได้ร่วมกันทำบุญกับเพื่อนร่วมชาติของเรา
แล้วก็เลิกซะที กับการแบ่งสี เลือกข้าง ขณะนี้ประเทศไทยต้องการ การเยียวยาจากบุคคลทุกหมู่เหล่า ช่วยกันครับ...

Phee Sri   (8 ตุลาคม 2554  เวลา 10:45:14)

ความคิดเห็นที่  1

     ใช่เลย เพราะเราถูกปลูกฝัง ให้ทำบุญกับพระ  เห็นพ่อแม่เราทำมาแต่เด็ก  เราชอบสร้างบุญกับวัด มากกว่าสร้างบุญกับคน ทั้งๆๆที วัดมีคนน้อยกว่าเด็กที่โรงเรียนถ้าให้เลือก คนส่วนมากก็จะทำบุญกับวัดมากกว่าโรงเรียน ทั้งๆๆที่รู้ว่าพรระมีดีเป็นส่วนน้อย  ก็ยังจะให้ข้าวกับพระอยู่ดีเนาะ ทำไมคนไม่ให้ค่าอาหารนักเรียน หรือทุนกับนักเรียน ที่ขาดแคลน แปลก หรือให้เงินสร้างอาคารเรียน แต่ชอบสร้างโบสถ์ทั้งๆๆทีคนอยู่โบสถ์ ไม่ถึง 10 คน เรามาช่วยกันเปลี่ยนความคิดกันเถอะ

suphit   (6 ตุลาคม 2554  เวลา 22:17:09)