Loading ...

          จำได้ว่าตั้งแต่เขียนคอลัมน์นี้มา ผู้เขียนได้แต่ยกบทกวีของไทยมาฝากแฟนๆ วันนี้ไปหยิบๆ จับๆ “รุไบยาต” จากชั้นหนังสือออกมาปัดฝุ่น เห็นว่าน่าสนใจดี เลยเอามาแบ่งกันอ่าน ปักษ์นี้เรามาโกอินเตอร์กันดีกว่านะคะ

          รุไบยาต เป็นบทกวีนิพนธ์ของโอมาร์ คัยยาม นักปราชญ์ชาวเปอร์เซีย ผู้มีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ.๑๐๕๑-๑๑๒๒ ในไทยนั้น รุไบยาตได้รับการแปลครั้งแรก โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ และตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๗ จากนั้นจึงมีการแปลอีกหลายสำนวน เช่น สำนวนของ น่าน กิติรังษี (ไรน่าน อรุณรังษี) แคน สังคีต (พิมาน แจ่มจรัส) และสุริยฉัตร ชัยมงคล

          รุไบยาต เป็นกวีนิพนธ์ที่มีเสน่ห์ค่ะ เพราะนอกจากจะมีความละเมียดละไมของสำนวนภาษาที่ใช้แปลแล้ว แนวคิดเชิงปรัชญาที่แฝงอยู่ก็ดึงดูดใจผู้อ่านมากทีเดียว เนื่องจากสามารถตีความได้หลากหลาย

          ปักษ์นี้หยิบบางบทจากบางสำนวนแปลมาฝากกันค่ะ (แต่ขออนุญาตไม่บอกว่าเป็นสำนวนแปลของใครนะคะ เพราะการตีความเนื้อหานี้เราจะพิจารณาที่ตัวบท ไม่พิจารณาในส่วนของผู้แปลค่ะ) ซึ่งพูดถึงปรัชญาในการใช้ชีวิตได้ดีทีเดียว สำนวนนี้บอกว่า

                    ริมฝีปากต่อริมฝีปาก

                    ข้าอยากดื่มให้หมดเหยือกเหล้าองุ่นนั้น

                    แสวงหาบ่อน้ำแห่งชีวิตจากมัน

                    ข้าได้ยินมันพึมพำอยู่ในหูว่า : “ดื่มเสีย เพราะตายแล้วเจ้าจะกลับมาไม่ทัน”


          หากพิจารณาความหมายโดยรวม จะเห็นว่าบทนี้กวีต้องการสื่อแนวคิดเรื่องการใช้ชีวิต โดยบอกแก่ผู้อ่านว่าให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเพราะหากตายไปแล้วก็ไม่รู้ว่าจะมีช่วงเวลาที่มีความสุขอีกหรือเปล่า

          พูดง่ายๆ ก็คือ เราไม่รู้อนาคตว่าจะเป็นอย่างไร หากวันนี้มีความสุขผ่านเข้ามาเราก็ควรจะเก็บกักเอาไว้

          แต่...โปรดอย่าเพิ่งเชื่อในสิ่งที่ผู้เขียนบอกค่ะ เพราะการตีความข้างต้น นักวิชาการก็ถกเถียงกันนะคะว่า ความสุขที่ว่าคือความสุขแบบไหน เนื่องจากมีคำว่า “เหล้าองุ่น” ปรากฏอยู่ด้วย

          เหล้าองุ่นนี่จะตีความว่าเป็นความสุขทางโลกก็ได้ แต่จะตีความว่าเป็นความสุขทางธรรมก็ได้อีกเหมือนกัน เพราะความเชื่อของผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามบางกลุ่มนั้นเห็นว่า เหล้าองุ่นเป็นของมึนเมา จึงห้ามดื่ม แต่บางกลุ่มก็เชื่อว่าเหล้าองุ่นเป็นอาหารที่ดี เป็นเสมือนตัวแทนของพระเจ้า (http://www.muslimthai.com)

          ดังนั้นจะตีความว่าเหล้าองุ่นในบทกวีหมายถึงรสพระธรรมก็ได้อีก เท่ากับว่า อ่านแล้วจะตีความว่าให้กบฏต่อศาสนาหรือปฏิบัติตามหลักศาสนาอย่างเคร่งครัดก็ได้เหมือนกัน

          นี่เพียงแค่คำๆ เดียวที่ปรากฏในบทกวีไม่กี่บรรทัดยังสามารถตีความไปได้ตั้งหลายทาง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าในบ้านเมืองเราที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารในขณะนี้ ก็มีความเป็นไปได้ว่า สิ่งที่ปรากฏอาจเป็นอย่างหนึ่ง แต่คนที่รับมาถ่ายทอดอาจจะตีความไปได้อีกหลายอย่าง

          ยุคนี้เราคงพึ่งพาการตีความของคนอื่นไม่ได้ เราต้องตีความสิ่งที่เห็นด้วยตัวเอง แต่ก็ต้องเป็นการตีความอย่างพินิจพิจารณา วิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ โดยการหาแหล่งข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือหลายๆ แหล่งมาประกอบการตีความ

          แบบนี้น่าจะเป็นทางหนึ่ง...ที่ช่วยให้เราไม่มี “สี” หรืออย่างน้อยก็ตัดสินใจเลือกสีด้วยตัวเองได้อย่างไม่เสียใจเมื่อย้อนกลับมาคิดถึงมัน