Loading ...

          ไม่ได้เป็นเพราะเพิ่งผ่านพ้นวันสำคัญทางศาสนามาหมาดๆ แต่ที่หยิบยกบทกวี “ดวงใจในอาเพศ” ของ อังคาร จันทาทิพย์ มาเขียนในฉบับนี้ เป็นเพราะอ่านแล้วรู้สึกขำในอารมณ์เสียดสีที่กวีมีต่อความศรัทธาในศาสนาของคน อีกทั้งเนื้อหาของกวีบทนี้คือความจริงอีกด้านหนึ่ง ที่ปรากฏในสังคมไทยมานานแล้ว แต่เราไม่ค่อยยอมรับว่ามีอยู่จริง อาจเป็นเพราะความเชื่อ ความศรัทธา ที่มีมากจนเกินไปนั้น ได้ทำให้ความจริงอย่างหนึ่งกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แตะต้องไม่ได้ “ดวงใจในอาเพศ” จึงนำความจริงข้อนี้มาเสียดสี ประชดชันอย่างได้อารมณ์ ว่า

                              ฟังเทศน์ว่า- ความร่ำรวยคือทวยเหตุ       คุกิเลสเป็นเพลิงเถลิงถลำ

                              ผู้เก็บกอบเพียรถ่ายผ่องเถิดผองกรรม     เก็บไว้วัดวัดจะค้ำพระธรรมคุ้ม

                              ฟังเทศน์ว่า- ต่อจากนี้ผู้มีน้อย             ทานเท่าเคยอย่าได้คอยความสุขุม

                              ยิ่งทานน้อยความทุกข์ยิ่งรุกชุม           ร้อนจะยิ่งร้อนรุมในอุรา

                              “เราสาวกพุทธตถาคต                    เปลี่ยนทานแล้วแทนทดด้วยกถา

                              แห่งทิพย์นิพพานเป็นเช่นอัตตา           นอกเหนือนี้อวิชาจงอย่าฟัง”

                              อีฉันชแรแก่เฒ่าเจ้าคุณเอ๋ย               ฟังธรรมท่านไฉนเลยยิ่งอุกอั่ง

                              อีฉันว่าชีวิตนี้ไม่จีรัง                      อีฉันจึงมานั่งเพื่อฟังธรรม

                              เพื่อลดทอนทวยเหตุกิเลสหนา           หุงข้าวปิ้งปลาประสาต้อยต่ำ

                              หากศรัทธานี้เป็นดั่งเวรกรรม             อีฉันจะนำกลับไปให้หมากิน


           ความศรัทธา แรงกล้ากว่าความเชื่อ เป็นสิ่งทรงพลังที่จะทำให้คนๆ หนึ่งกระทำการใดๆ เพื่อส่งเสริมให้สิ่งที่ตัวเองศรัทธาเจริญก้าวหน้าขึ้นไป เช่น ถ้าเราศรัทธาว่าการเรียนจะทำให้อนาคตเราก้าวหน้า เราก็จะตั้งใจเรียน พยายามสอบให้ได้คะแนนมากๆ เพื่อปูทางไปสู่อนาคตที่ดี หรือถ้าเราศรัทธาในคนๆ หนึ่ง เราก็จะเชื่อ แล้วก็เห็นดีเห็นงามไปกับคนๆ นั้นเสียหมด ไม่ว่าคนๆ นั้นจะพูดอะไรก็ตาม

          เท่ากับว่า “ศรัทธา” เป็นดาบสองคมเหมือนกัน

          การมีศรัทธาต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือต่อคนใดคนหนึ่งไม่ใช่เรื่องผิด แต่ก่อนที่เราจะปักใจศรัทธาอะไรจำเป็นจะต้องใช้ปัญญาพิจารณาสิ่งที่จะเชื่อว่า “เท็จจริง” ประการใด หรือใช้หลักกาลามสูตรที่ให้แนวทางไว้ว่า อย่าเชื่อ เพียงเพราะได้ฟัง (เรียน) ตามกันมา อย่าเชื่อ เพียงเพราะได้ถือปฏิบัติสืบต่อกันมา อย่าเชื่อ เพียงเพราะเสียงเล่าลือ อย่าเชื่อ เพียงเพราะอ้างตำรา อย่าเชื่อ เพียงเพราะโดยตรรกะ อย่าเชื่อ เพียงเพราะอนุมานเอา อย่าเชื่อ เพียงเพราะคิดตรองตามแนวเหตุผล อย่าเชื่อ เพียงเพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีของตน อย่าเชื่อ เพียงเพราะมีรูปลักษณะน่าเชื่อถือ และอย่าเชื่อ เพียงเพราะเห็นว่า ท่านสมณะนี้เป็นครูอาจารย์ของเรา

          แต่ถ้านึกถึงหลักกาลามสูตรไม่ออก ก่อน “ศรัทธา” ให้ตั้งคำถามกับตัวเองสักนิดว่า ความศรัทธานั้นก่อประโยชน์ให้กับตนเองเพียงใด และทำร้ายผู้อื่นหรือไม่

          ถ้าคำตอบมันออกมาว่า เป็นความศรัทธาที่ก่อประโยชน์ให้ตัวเองแต่ทำร้ายผู้อื่น ก็อย่าไปศรัทธามันเล้ยยย สาธุ...


อ้างอิง : อังคาร จันทาทิพย์ (๒๕๔๔). วิมานลงแดง. กรุงเทพฯ : ดับเบิ้ล