Loading ...

          แม้ว่าช่วงนี้ความ “ฮอต” ของเจ้าแพนด้าน้อยจะดูลดลงบ้าง แต่ก็ถือว่าข่าวคราวของครอบครัวแพนด้ายังไม่เลือนหายไปจากการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน กระแสความนิยมของแพนด้าน้อย ทำเอาพี่ช้างไทยถึงกับลงทุนเพ้นต์สีตัวให้เหมือนสีของแพนด้าเลยทีเดียว

          นั่งดูอยู่... ก็นึกขำในอารมณ์เสียดสีประชดประชัน ช่างล้อเลียนของคนไทย จะว่าไปแล้วอารมณ์ที่ชอบเสียดสี ประชดชัน ล้อเลียนของคนไทยปรากฏให้เห็นมานานแล้ว และปรากฏในทุกชนชั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเองก็ทรงแสดงให้เห็นอารมณ์ขันของพระองค์เช่นกัน ในพระราชนิพนธ์ “โคลงโลกนิติจำแลง”

          เราอาจจะคุ้นเคยกับ “โคลงโลกนิติ” พระนิพนธ์ในกรมพระยาเดชาดิศรมากกว่า เพราะอยู่ในหนังสือเรียนสมัยมัธยม จุดเด่นของโคลงโลกนิติคือการให้ข้อคิดต่อผู้อ่าน เช่น

                                        ปลาร้าพันห่อด้วย ใบคา

                                        ใบก็เหม็นคาวปลา คละคลุ้ง

                                        คือคนหมู่ไปหา คบเพื่อน พาลนา

                                        ได้แต่ร้ายร้ายฟุ้ง เฟื่องให้เสียพงศ์


          บทนี้ กวีต้องการชี้ให้ผู้อ่านเห็นถึงความสำคัญของการคบเพื่อน เพราะหากคบเพื่อนไม่ดี แม้จะยังไม่ได้ประพฤติปฏิบัติอะไรไม่ดี แต่ย่อมถูกเหมารวมไปด้วยว่าเป็นคนไม่ดี ในโคลงโลกนิติจำแลง รัชกาลที่ ๖ นำโคลงบทนี้มาล้อ โดยกล่าวว่า

                                        ปลาร้าพันห่อด้วย ใบคา

                                        ใบก็เหม็นคาวปลา คละคลุ้ง

                                        ชาวเราบัดนี้นา ศิวิ ไลซ์แฮ

                                        ควรเลิกปลาร้าหมุ้ง กัดก้อนเนยแข็งฯ


          กวียังคงโคลง ๒ บาทแรกไว้เหมือนเดิม แต่เปลี่ยนสองบาทท้ายเสียใหม่ โดยการล้อเรื่องอาหารการกินที่คนไทยสมัยนั้นได้รับอิทธิพลจากตะวันตกแกมประชดประชันว่า หากเหม็นปลาร้า ก็ให้หันมากินนมเนยให้สมกับความศิวิไลซ์ของเมืองสยามแทน แต่การประชดประชันของกวีทำได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ เรียกว่าหยิกแกมหยอกได้อย่างน่ารัก

          ยังมีบทอื่นๆ ที่กวีนำมาล้อ อ่านครั้งใดก็อมยิ้มทุกครั้ง เช่น ในโคลงโลกนิติกล่าวว่า

                                        ตีนงูงูไซร้หาก เห็นกัน

                                        นมไก่ไก่สำคัญ ไก่รู้

                                        หมู่โจรต่อโจรหัน เห็นเล่ห์ กันนา

                                        เชิงปราชญ์ฉลาดกล่าวผู้ ปราชญ์รู้เชิงกันฯ

                                        บทนี้ กวีก็นำมาล้อว่า

                                        ตีนงูงูไซร้หาก เห็นกัน

                                        นมไก่ไก่สำคัญ ไก่รู้

                                        นักเลงเล่นพนัน รู้เล่ห์ กันนา

                                        เกลียดพวกตำรวจผู้ จับแท้ทุกคนฯ


          จะเห็นว่า การนำโคลงโลกนิติมาล้อของกวีนั้น ไม่ได้ทำเพื่อต้องการประชดประชัน เสียดสีแต่เพียงอย่างเดียว แต่การล้อของกวียังทำให้เห็นสภาพสังคมในสมัยนั้นด้วยว่ามีลักษณะอย่างไร 

          ดูๆ แล้ว สังคมสมัยนี้ก็ไม่ต่างจากสังคมสมัยก่อน อย่างเช่น การเล่นพนัน เพียงแต่อาจจะเปลี่ยนรูปแบบไปเท่านั้น การอ่านบทกวียุคเก่าๆ ทำให้เห็นว่า สังคมสมัยก่อนไม่ได้ดีหรือแย่ไปกว่าสังคมสมัยนี้ 

          ดังนั้น การกล่าวอ้างว่า สังคมสมัยก่อน หรือเด็กสมัยก่อนดีกว่าสมัยนี้ ก็อาจจะไม่ใช่ความจริง  มาอ่านบทกวีเก่าๆ กันเถอะ...


อ้างอิง

          เดชาดิศร, กรมพระยา. โคลงโลกนิติ .กรุงเทพมหานคร : เรือนปัญญา, ๒๕๔๕. มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. โคลงโลกนิติจำแลง. พิมพ์ครั้งที่ ๓ .กรุงเทพฯ : ประชาชน,๒๕๒๕.