Loading ...

          ปักษ์นี้ว่าจะว่าด้วยความรื่นรมย์ของบทกวีล้วนๆ แต่อดไม่ได้ที่จะนำข้อสังเกตบางอย่างของกวีนิพนธ์มาเล่าสู่กันฟัง

คุณผู้อ่านเคยเป็นไหม... แบบที่เวลาอ่านอะไรบางอย่างแล้วสะดุดตา สะดุดใจว่า เอ...ฉันว่ามันคุ้นๆ นะ เหมือนเคยอ่านเจอที่ไหนมาก่อน แบบนี้

                                        ธรณีภพนี้แพ่ง ทิพยญาณ หนึ่งรา

                                        เราผิดสมควรตาย แต่เบื้อง

                                        เราถูกถูกสังหาร เหี้ยมโหด

                                        หนี้นี้เราต้องเปลื้อง ปลดใคร

                                        คล้ายๆ กับบทนี้ไหมคะ

                                        ธรณีภพนี้แพ่ง ทิพยญาณ หนึ่งรา

                                        เราก็ลูกอาจารย์ หนึ่งบ้าง

                                        เราผิดท่านประหาร เราชอบ

                                        เราบ่ผิดท่านมล้าง ดาบนี้คืนสนอง


          การที่บทกวีทั้ง ๒ บทคล้ายกันมากขนาดนี้ ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งคิดว่า เขาลอกความคิดกันมานะคะ เขาเพียงแต่ขอยืมตัวบทเก่าเพื่อนำมาทำในบริบทใหม่ค่ะ อย่างบทแรกที่ได้อ่านไปเป็นงานของ คมทวน คันธนู จากบท “ตุลารำพึง” ซึ่งขอยืมงานของ “ศรีปราชญ์” (เอาตามที่เขายอมรับกันไปก่อนแล้วกันนะคะว่าโคลงบทนี้เป็นของศรีปราชญ์ เพราะยังไม่มีหลักฐานพิสูจน์กันแน่ชัดเลยว่า ศรีปราชญ์นี่ตกลงเป็นใคร ใช่ศรีปราชญ์แบบที่เรารู้ เราเชื่อ กันมาหรือเปล่า) มาทำใหม่

          จะเห็นว่า แม้จะยืมงานของศรีปราชญ์มาใช้ แต่เมื่ออ่านแล้วจะรู้สึกว่างานของคมทวนคนละอารมณ์และคนละบริบทกับงานของศรีปราชญ์

          ศรีปราชญ์เขาสาปแช่งไว้ก่อนตายว่า ขอให้คนที่สั่งฆ่าเขา ตายตกตามเขาไปด้วยดาบเล่มเดียวกับที่ใช้ประหารเขา

          แต่งานของคมทวน เป็นการทำให้ผู้อ่านเห็นภาพการตายของผู้บริสุทธิ์ในเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๑๙ และตั้งคำถามว่า การตายของผู้บริสุทธิ์เหล่านี้จะต้องทวงถามความยุติธรรมจากใคร

          การหยิบยืมบทกวีบางช่วงบางตอนของกวีรุ่นเก่าเพื่อนำมาใช้ในบริบทใหม่นี่มีเยอะนะคะ ไม่ว่าจะเป็นงานของคุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ หรืองานของคุณอังคาร กัลยาณพงศ์ เพราะกวีเหล่านี้อ่านวรรณคดีโบราณมาเยอะ และเกิดความคิดที่จะนำเอาของเก่ามาสร้างสรรค์ใหม่ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็มีข้อดีนะคะเพราะการหยิบยืมงานชั้นครูมาใช้ถือกันว่าเป็นการเคารพครู ทำให้กวีเองเกิดความมั่นใจ มีกำลังใจในการประพันธ์ เพราะวัฒนธรรมคนไทยให้ความเคารพครูบาอาจารย์กันอยู่แล้ว การนำงานของครูมาใช้จึงถือกันว่ามีครูบาอาจารย์อยู่ใกล้ๆ เวลาจะคิด จะขีด จะเขียน และเชื่อกันว่างานเขียนชิ้นนั้นจะประสบความสำเร็จ

                    ข้อดีที่จะลืมไม่ได้คือ การนำบทกวีโบราณมาทำใหม่ทำให้ผู้อ่านไม่ลืมงานเก่าๆ มีเหมือนกันนะคะที่ผู้อ่านบางคนรู้สึกคุ้นๆ ก็จะไปค้นต่อว่า บทที่คุ้นนี่มีที่มาจากหนังสือเล่มไหน ของใคร

                    ส่งเสริมการศึกษาค้นคว้าอีกแน่ะ

          การเดินตามคนรุ่นก่อนนี่มีประโยชน์นะคะ อย่างน้อยคนรุ่นก่อนเขาก็กรุยทางบางเส้นไว้ให้แล้ว หรือไม่ก็มีตัวอย่างให้คนรุ่นหลังได้นำไปใช้ คนรุ่นใหม่จะได้ไม่เริ่มต้นที่ศูนย์ เหมือนกับสุภาษิตไทยที่ว่า เดินตามหลังผู้ใหญ่หมาไม่กัด

          แต่...ต้องไม่ลืมว่า ไม่ใช่เดินตามรอยเป๊ะๆ นะคะ คงต้องพินิจพิจารณา “รอย” จากผู้ใหญ่ให้ดีก่อนเดินตาม

          ก็ขนาดกวีรุ่นใหม่เขายังไม่ลอกงานของกวีรุ่นเก่ามาทั้งดุ้น แต่นำมาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทสังคมในยุคของเขาเองเลยนี่นา... จริงไหม



ความคิดเห็นที่  1

เดินตามน่ะสบายอยู่แล้ว ถ้าจะให้ดีก็ช่วยทำทางให้มันเรียบมันแน่นขึ้น อย่าไปทำให้มันเป็นหลุมเป็นร่อง คนที่จะเดินตามมาอีกจะได้สบายด้วย

ป้า   (17 กันยายน 2552  เวลา 17 10:01)