Loading ...

          สวัสดีค่ะคุณผู้อ่าน หัวข้อฉบับนี้เป็นเรื่อง “โลก” อีกแล้ว ดูเหมือนพักนี้ผู้เขียนชอบวุ่นวายกับโลกใบนี้เสียจริง แต่เมื่อเราเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ จะไม่สนใจเสียเลยก็คงกระไรอยู่จริงไหมคะ

เอาล่ะ... ฉบับนี้ขอเริ่มต้นด้วยคำถามก่อนเลย ลองทายดูสิคะว่า บทกวีที่ยกมานี้เป็นของใคร (ฮะแฮ่ม... ทายถูกไม่มีรางวัลใดๆ ให้นอกจากเสียงปรบมือจากใจของผู้เขียน)

                                        โลกนี้มิอยู่ด้วย มณี เดียวนา

                                        ทรายและสิ่งอื่นมี ส่วนสร้าง

                                        ปวงธาตุต่ำกลางดี ดุลยภาพ

                                        ภาคจักรพาลมิร้าง เพราะน้ำแรงไหน ฯ

                                        ภพนี้มิใช่หล้า หงส์ทอง เดียวเอย

                                        กาก็เจ้าของครอง ชีพด้วย

                                        เมาสมมุติจองหอง หินชาติ

                                        น้ำมิตรแล้งโลกม้วย หมดสิ้นสุขศานต์ ฯ

          คุ้นๆ หรือเปล่าคะ บทกวีนี้มักจะเป็นข้อสอบเข้าศึกษาต่อในระดับต่างๆ ผู้เขียนเองเคยเจออยู่ ๒ - ๓ ครั้ง ตั้งแต่สอบเข้าเรียนระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และการสอบไล่ในระดับปริญญาตรี

เฉลย... บทนี้เป็นผลงานของคุณอังคาร กัลยาณพงศ์ ค่ะ ชื่อบทว่า “โลก” คาดว่าคุณผู้อ่านน่าจะเคยผ่านหูผ่านตามาบ้าง ในแบบเรียนก็มักจะบรรจุบทนี้เอาไว้

          ถามว่า บทนี้มีความโดดเด่นอย่างไร ทำไมในแวดวงวิชาการด้านภาษาและวรรณคดีต้องพูดถึง­

ผู้เขียนเห็นว่าบทนี้มีความโดดเด่นทั้งด้านภาษาและด้านสังคม ด้านภาษาก็คือการที่กวีใช้ความเปรียบที่ชัดเจน อ่านแล้วเห็นภาพ เช่น นำคำว่า “มณี” มาเปรียบกับ “กรวด” และ “ทราย”

หรืออย่างการนำคำว่า “กา” มาเปรียบกับ “หงส์ทอง” ซึ่งเมื่ออ่านแล้วเห็นภาพความตรงข้าม ความ “สูง” “ต่ำ” ของสองสิ่งที่นำมาเปรียบได้เป็นอย่างดี

          ส่วนความโดดเด่นด้านสังคม ผู้เขียนเห็นว่า บทนี้เมื่ออ่านแล้วทำให้ได้ทบทวนตัวเองมากขึ้น ไม่ยึดติดกับ “ความเป็นตัวเอง”

          เพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งของผู้เขียนซึ่งเพิ่งกลับจากต่างประเทศเล่าให้ฟังว่า ตอนที่ไปเรียนหนังสืออยู่ต่างประเทศนั้นต้องทำงานที่ร้านอาหารเพื่อหาค่าขนมไปด้วย แล้วงานที่ร้านอาหารก็เป็นงานที่ต้องใช้แรง ซึ่งเป็นงานที่ไม่ถนัด เขาได้แต่บ่นกับตัวเองว่า “ทำไมกูต้องมานั่งทำงานแบบนี้ด้วย อยู่เมืองไทยก็สบายดีอยู่แล้ว ไม่ต้องมาลำบากอย่างนี้ ไม่ต้องมานั่งล้างจาน ถูพื้น เสิร์ฟอาหาร ที่สำคัญไม่ต้องมาทนถูกนายฝรั่งตำหนิอย่างไม่ไว้หน้าด้วย”

          พลันที่คิดแบบนี้ สมองอีกซีกหนึ่งก็บอกตัวเองว่า

                    “แล้วกูนี่ใครกันวะ... ทำไมจะทำงานแบบนี้ไม่ได้ ทำไมจะถูกด่าไม่ได้”

                    นี่ไง อย่างที่อังคารบอกว่า “เมาสมมุติจองหอง หินชาติ”

                    ทุกสิ่งในโลกล้วนเป็นสิ่งสมมุติ กระทั่งตัวเรานี่ก็เป็นสิ่งสมมุติ

          ดังนั้นอย่าไปยึดติดว่าฉันรวย ฉันสวย ฉันเก่ง เพราะเอาเข้าจริงก็เป็นสิ่งสมมุติทั้งนั้น และแม้ว่าเราจะปฏิเสธความไม่เท่ากันบางประการในสังคมได้ แต่เราสามารถลดความไม่เท่ากันนั้นได้ แค่นึกถึงกวีนิพนธ์บาทที่ว่า “แล้งน้ำมิตรโลกม้วย หมดสิ้นสุขศานต์ ฯ”

          เติม “น้ำมิตร” ให้กันเยอะๆ เพื่อช่วยลดทอน “ความไม่เท่ากัน” บนโลกใบนี้นะคะ