Loading ...

          ในฐานะที่ผู้เขียนติดตามข่าวคราวเกี่ยวกับแวดวงการทำงานรณรงค์เรื่องเอดส์เรื่องเพศอยู่บ้าง ก็พอจะรู้ว่า ๑ ธันวาคมของทุกปีเป็นวันเอดส์โลก คาดว่าหน่วยงานหรือองค์กรที่ทำงานเรื่องนี้คงจะมีงานรณรงค์เหมือนทุกปีที่ผ่านมา

          กระทรวงสาธารณสุขได้คาดประมาณจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่และจำนวนผู้ป่วยสะสมระหว่างปี ๒๕๕๐ – ๒๕๕๔ ว่าจะลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่สัดส่วนของผู้ติดเชื้อรายใหม่เมื่อจำแนกตามกลุ่มประชากร และพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี พบว่ากลุ่มผู้ติดเชื้อรายใหม่จะเป็นสตรีที่ติดเชื้อจากสามีหรือคู่รัก และกลุ่มชายติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์กับชาย มากกว่ากลุ่มผู้ติดเชื้อจากช่องทางอื่น

          ถ้ามองเฉพาะกลุ่มหญิงที่แต่งงานแล้วก็อาจจะไม่แปลกใจว่า เหตุใดจึงมีแนวโน้มว่าจะติดเชื้อเอชไอวีมากขึ้น เพราะโดยปกติเมื่อเทียบกับผู้ชายแล้ว ผู้หญิงก็มีสิทธิต่างๆ น้อยกว่า (แม้ว่าจะมีการรณรงค์เรื่องความเท่าเทียมทางเพศอยู่เสมอก็ตาม) และเมื่อแต่งงานแล้วสิทธิในการต่อรองเรื่องการป้องกันก็แทบไม่มี ผู้หญิงคนไหนกันจะกล้าบอกให้สามีใช้ถุงยางกับตัวเอง ยิ่งถ้าอยากมีลูกด้วยแล้ว ก็ยิ่งไม่ได้คิดถึงเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

          ดังนั้น จงอย่าประหลาดใจเมื่อผู้ติดเชื้อที่เป็นผู้หญิงเล่าว่าติดเชื้อจากสามีที่อยู่กินกันมาหลายปี หรือรู้ตัวว่าติดเชื้อก็เมื่อตั้งครรภ์ลูกคนที่สามแล้ว
กให้สามีใช้ถุงยางกับตัวเอง่าทำไมถึงมีแนวโน้มว่าจะต

          ผู้เขียนเห็นว่า ผู้หญิงนี่ล่ะ ที่จะต้องลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิทางเพศของตัวเอง ผู้ชายจำนวนหนึ่งก็เห็นว่าผู้หญิงควรมีสิทธิและบทบาทที่เท่าเทียมกับชายเช่นกัน อย่างกวีหลายๆ ท่านก็แสดงทัศนะเกี่ยวกับผู้หญิงผ่านงานเขียนของตัวเอง เช่น จิตร ภูมิศักดิ์ ก็พูดถึงผู้หญิงไว้ว่า

เธอจักสวยเพราะคำนึงซึ้งในสิทธิ์

ที่ควรมีเสมอมิตรทุกแห่งหน

สิทธิ์...หะหา...เธอจงปองสิทธิ์ของตน

เพื่อเธอสวยเหมือนชนใช่เชลย
 
รูปจาก adobetutorialz.com
          บทนี้แสดงให้เห็นว่า ผู้ชายอย่างจิตร มองความสวยของผู้หญิงที่สิทธิที่ผู้หญิงควรมีเท่าเทียมกับผู้ชาย ไม่ใช่ความงามจากรูปลักษณ์ภายนอก ซึ่งนอกจากจิตรแล้ว ก็ยังมีคมทวน คันธนู ที่เขียนถึงผู้หญิงไว้ในหนังสือนาฏกรรมบนลานกว้าง บท “มีแต่เร่งเข้าไปรื้อด้วยมือเรา” ว่า
เราเหมือนเขาเราคือหญิงอันยิ่งใหญ่

มิใช่เกิดแต่กรรมที่กำกวม

เราผู้หญิงต้องสู้เพื่อผู้หญิง

เราจักต้องมิร้องขอมิอออือ

  มิใช่เขาที่ใครใครจะคอยสวม

แต่จะร่วมทลายกรรมด้วยกำมือ

กระแสคลื่นมิเคยนิ่งมิใช่หรือ

มีแต่เร่งเข้าไปรื้อด้วยมือเรา
         โดยส่วนตัว ผู้เขียนชอบบาทสุดท้ายที่บอกว่า “เราจักต้องมิร้องขอมิอออือ มีแต่เร่งเข้าไปรื้อด้วยมือเรา”

          ก็ถ้าเราเห็นอะไรไม่ถูกไม่ต้อง หรือตัวเรากำลังจะตกอยู่ในภาวะ “เสี่ยง” ต่อเรื่องต่างๆ เราก็ต้อง “รื้อ” ปัจจัยที่จะทำให้เราตกอยู่ในภาวะเสี่ยงด้วยมือของเราเอง เพราะการฝากชีวิตหรือความปลอดภัยไว้กับคนอื่น เท่ากับว่าเรากำลังอยู่ในภาวะไม่ปลอดภัย

          เอดส์โลกปีนี้ หวังว่า ผู้หญิงจะเข้าไป “รื้อ” ต้นตอ และปัจจัยต่างๆ ที่จะทำให้ผู้หญิงมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี

          ไม่ต้องเริ่มจากภาพกว้างระดับสังคมหรอก

          แค่วันนี้กระซิบบอกคู่ของเราว่า “ใช้ถุงยางทุกครั้งที่เรามีเซ็กส์กันนะ” ก็พอแล้ว
 
รายการอ้างอิง
คมทวน คันธนู. (๒๕๔๖). นาฏกรรมบนลานกว้าง. กรุงเทพฯ : มูลนิธิสถาบันวิชาการ ๑๔ ตุลา.
จิตร ภูมิศักดิ์. คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย. กรุงเทพ : ฟ้าเดียวกัน. ๒๕๕๒
 


ความคิดเห็นที่  1

เห็นด้วยค่ะ  แต่แปลกนะคะพอผู้หญิงเราคิดจะแต่งงานก็มักจะคิดว่า เราจะฝากชีวิตไว้กับสามีเรา  เพราะในทีวีสามีมักจะพูดว่า ผมอยาดดูแลคุณตลอดไป หนูว่าไม่ดีนะคะเพราะทำให้ผู้หญิงอย่างเราอยากฝากทั้งชีวิตไว้กับเค้า  น่าจะเปลี่ยนมาบอกว่า ผมจะช่วยคุณดูแลชีวิตคุณตราบที่ผมยังรักคุณดีกว่านะคะ                          เพราะเดี๋ยวนี้ความรักที่ยั่งยืนเริ่มหายากแล้วค่ะ

อังคณา  เกตุจรัญ   (3 ธันวาคม 2552  เวลา 03 23:43)