Loading ...

 

          เคยคิดเล่นๆ ไหมว่า ถ้าให้นึกชื่อ “กวี” ของไทยหนึ่งคน กวีคนไหนจะได้รับการนึกถึง มากที่สุด­

          จากการที่ผู้เขียนได้ลองสอบถามนักเรียนชั้น ม.๑ – ม.๖ โรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่ง (ซึ่งนักเรียนร้อยละ ๙๐ เป็นเด็กไทย) พบว่า “สุนทรภู่” เป็นกวีที่ได้รับการเอ่ยถึงมากที่สุด

          ทำไมใครๆ ถึงจดจำสุนทรภู่ได้ ส่วนหนึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นเพราะวรรณคดีอย่าง “พระอภัยมณี” ที่สุนทรภู่แต่งนั้นติดตลาด ผู้ใหญ่ได้อ่าน เด็กๆ ก็ได้เรียนกัน รวมทั้งนิราศทั้ง ๙ เรื่อง มักจะถูกนำมาบรรจุในแบบเรียนเสมอ เนื่องด้วยงานของสุนทรภู่นอกจากจะมีแง่คิดแล้ว ยังโดดเด่นด้านความไพเราะด้วยการใช้สัมผัสใน เช่น ไม่เมาเหล้าแล้วเรายังเมารัก สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน ทำให้ชื่อของสุนทรภู่คุ้นหูคุ้นตาคนทั่วไปมากกว่ากวีท่านอื่น

          สัมผัสในคือ การใช้เสียงพยัญชนะหรือเสียงสระเดียวกันภายในกลอนวรรคเดียว สัมผัสในไม่ใช่สัมผัสบังคับ แต่ถือกันว่าถ้าใช้แล้วจะทำให้บทกวีไพเราะยิ่งขึ้น ลองเปลี่ยนกลอนของสุนทรภู่เป็นไม่มีสัมผัสในว่า ไม่เมาเหล้าแล้วฉันยังเมารัก สุดจะหักห้ามใจคิดไฉน ดูสิ ความไพเราะหายไปเยอะเลย ทั้งที่ใจความสำคัญยังอยู่ครบถ้วน

          กวียุคต่อมาอย่าง เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ก็นิยมใช้สัมผัสในเหมือนกับสุนทรภู่ ทำให้เนาวรัตน์ได้รับการยกย่องว่าเป็นกวีทาง “หวาน” เช่น บทกวีจากเพลงขลุ่ยผิว อ่านแล้วก็ให้ความรู้สึกเคลิบเคลิ้มได้ทีเดียว

                                        กำหนดดินหินผาอย่าให้เคลื่อน กำหนดเดือนดาวตะวันให้ผันผ่าน

                                        กำหนดน้ำฉ่ำไหลในแก่งธาร กำหนดไม้ให้บานตามฤดู

                                        กระทั่งดินหินผาไม่คลาเคลื่อน กระทั่งเดือนดาวตะวันผันผ่านอยู่

                                        กระทั่งน้ำฉ่ำไหลในคลองคู กระทั่งไม้ถึงฤดูก็รู้บาน


          หากยกให้เนาวรัตน์เป็นกวีทางหวานแล้ว กวีทาง “ดุ” ก็เห็นจะหนีไม่พ้น อังคาร กัลยาณพงศ์ เพราะถ้อยคำ น้ำเสียงที่อังคารใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานมักให้ความรู้สึกดุดัน รุนแรงและตรงไปตรงมา เช่น

                                        ใครดูถูกดูหมิ่นศิลปะ อนารยะไร้สกุลสถุลสัตว์

                                        ราวลิงค่างเสือสางกลางป่าชัฏ ใจมืดจัดกว่าน้ำหมึกดำ

                                        เพียงกินนอนสืบพันธุ์นั้นฤๅ ชื่อว่าสิ่งประเสริฐเลิศล้ำ

                                        หยาบยโสกักขฬะอธรรม เหยียบย่ำทุกย่อมหญ้าสาธารณ์


          อ่านแล้วรู้สึกโกรธคนที่ดูถูกศิลปะไปด้วยเลย ก็แต่ละคำไม่ว่าจะเป็น สถุล กักขฬะ หรือสืบพันธุ์ นั้น กวีหลายคนเขาไม่ใช้กัน ถือว่าเป็น “คำต่ำ” ถ้าจะใช้ให้ได้ความหมายอย่างเดียวกันนี้ เขาจะเลือกใช้คำอื่น หรือตกแต่งคำให้ไพเราะกว่านี้

          งานของอังคารส่วนใหญ่ก็จะให้ความรู้สึกแบบนี้คือ ตรงไปตรงมา ชัดเจน ดุดัน จนมีคนถามว่า แล้วอังคารมีมุมหวานๆ บ้างไหม สำหรับผู้เขียนตอบได้ทันทีว่า “มี” ลองดูโคลงบทนี้



                                        ฉันเอาฟ้าห่มให้ หายหนาว

                                        ดึกดื่นกินแสงดาว ต่างข้าว

                                        น้ำค้างพร่างกลางหาว หาดื่ม

                                        ไหลหลั่งกวีไว้เช้า ชั่วฟ้าดินสมัย ฯ



          บทนี้ชื่อว่า “ปณิธานกวี” อังคารได้ตั้งปณิธานของตัวเองไว้ว่า แม้จะยากลำบากเพียงใด เกิดกี่ชาติก็จะขอเป็นกวี ความมุ่งมั่นบางอย่างที่กลั่นจากใจผ่านตัวอักษรก็กลายเป็นความหวานได้เหมือนกัน

          ก็ใครล่ะ จะนำฟ้ามาห่มให้หายหนาว ใครล่ะจะกินแสงดาวแทนข้าวได้ ในเมื่อสองสิ่งนี้เป็นไปไม่ได้ในชีวิตจริง ลักษณะการเปรียบเทียบด้วยการทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้แบบนี้ ทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกที่ลึกซึ้ง บทกวีจึงให้ความรู้สึก “หวาน” ขึ้นมาทันที ทั้งๆ ที่เนื้อหาไม่ได้กล่าวถึงความรักแบบหนุ่มสาว แต่เป็นความรักในงานของตัวเอง วีรมว่า แล้วคุณอังคารมีมุมหวานๆ บ้างไหม


          คนที่รักในงานของตัวเองจนกลั่นความรู้สึกออกมาให้คนอื่นรู้สึกถึงความมุ่งมั่นได้ขนาดนี้ จะต้องไม่ใช่รักเพราะงานคืองาน คือหน้าที่ คืออาชีพที่ต้องใช้เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง แต่รักเพราะงานคือชีวิตและจิตวิญญาณของเขา

เราอาจจะไม่ต้องรักงานถึงขนาดที่อังคารเขียนไว้ว่า

                                        ข้ายอมสละทอดทิ้ง ชีวิต

                                        หวังสิ่งสินนฤมิต ใหม่แพร้ว

                                        วิชากวีจุ่งศักดิ์สิทธฺ์ สูงสุด

                                        ขลังดั่งบุหงาป่าแก้ว ร่วงฟ้ามาหอม ๚



          แต่ขอให้ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ ซื่อสัตย์ต่อความเชื่อในเรื่องงานของตัวเองก็พอ เช่น เป็นผู้พิพากษามีความเชื่อว่าสังคมจะอยู่อย่างเป็นสุขได้ก็ต่อเมื่อคนในสังคมได้รับความยุติธรรม ก็ต้องตัดสินความด้วยความเที่ยงตรง

ขึ้นต้นด้วยความหวาน ลงท้ายด้วยความซื่อสัตย์ เอ...คนละเรื่องเดียวกันไหมนะนี่­