วันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๑

ผู้บริหารรับทราบความก้าวหน้าและผลการดำเนินงาน โครงการก้าวย่างอย่างเข้าใจ

พร้อมรู้จักตัวแทนคนทำงานเพศศึกษาในภาคเหนือ

วิทยากร         เพ็ญแข  ดวงคำสวัสดิ์   ผู้ประสานงานโครงการก้าวย่างฯ ภาคเหนือ

สุวรรณี  จันทร์ตา        มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง

สุจิตรา  โปร่งแสง        สำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ

                   นพรัตน์  เวโรจน์เสรีวงศ์ สำนักงานบริหารการศึกษานอกโรงเรียน    

วรานุช  ชินวรโสภาค    องค์การแพธ (PATH)

 

ผลการดำเนินงานโครงการก้าวย่างอย่างเข้าใจในภาคเหนือ

 

          โครงการก้าวย่างอย่างเข้าใจ โดยตัวแทนคนทำงานเพศศึกษาในภาคเหนือ ได้แก่ เพ็ญแข ดวงคำสวัสดิ์ ผู้ประสานงานโครงการก้าวย่างฯ ภาคเหนือ  สุวรรณี  จันทร์ตา มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง 

สุจิตรา โปร่งแสง สำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ  นพรัตน์  เวโรจน์เสรีวงศ์ สำนักงานบริหารการศึกษานอกโรงเรียน และ วรานุช  ชินวรโสภาค จากองค์การแพธ ร่วมกันนำเสนอความก้าวหน้าของการทำงานของโครงการฯ ในเวทีการประชุมวิชาการและตลาดนัดประสบการณ์

“เพศศึกษาเพื่อเยาวชน” ครั้งที่ ๑ : ฮอมแฮง แป๋งตาง สร้างคน เพื่อละอ่อนเหนือ

ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่  ๒๔-๒๕  มกราคม ๒๕๕๑ ณ โรงแรมลำปางเวียงทอง จังหวัดลำปาง โดยมีผู้บริหารจากสำนักงานเขตพื้นที่ ผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการโรงเรียน ศึกษานิเทศก์ จากหน่วยงานการศึกษาสังกัด สพฐ.  อาชีวะ  กศน. และมรภ. เข้าร่วมรับฟังประมาณ ๖๐  คน  

 

ความเป็นมา

โครงการก้าวย่างอย่างเข้าใจ ดำเนินงานในโรงเรียนสังกัด สพฐ. ภายใต้การดูแลของสำนักงานสาธารณสุขลำปาง อาชีวะศึกษา ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน และมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง โดยมีเป้าหมายและยุทธศาสตร์การทำงาน เพื่อแก้ไขปัญหาการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาที่ยังไม่ครอบคลุม ไม่เป็นระบบ    แนวทางการทำงานจึงมุ่งให้สถานศึกษามีการจัดการเรียนการสอนที่ต่อเนื่องอย่างน้อย ๑๖ คาบต่อปี ภายใต้รายวิชาที่ถูกบรรจุไว้ในหลักสูตร หรือบูรณาการกับสาระที่เกี่ยวข้อง และพัฒนาศักยภาพผู้สอนเพศศึกษาให้สามารถจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และขยายผลไปสู่การเตรียมนักศึกษาฝึกหัดครูในมหาวิทยาลัยราชภัฎนำร่อง การเรียนรู้เพศศึกษาคาดหวังผลการเรียนรู้ในตัวผู้เรียนด้านความรับผิดชอบต่อวิถีชีวิตด้านเพศของตนเอง เพื่อนำไปสู่สุขภาวะทั้งกายและใจ ผลหลักจากการดำเนินโครงการในภาคเหนือทำให้เกิดทีมวิทยากรหลักในพื้นที่ (MT) ซึ่งสามารถให้บริการฝึกอบรมและสนับสนุนการจัดการเรียนรู้เพศศึกษารอบด้าน ครูที่ผ่านการฝึกอบรมการสอนเพศศึกษา โรงเรียนนำร่องในระดับ สพฐ. และอาชีวะศึกษา มีแกนนำเยาวชน

นอกจากนี้ หน่วยงานที่ทำหน้าที่ประสานงานในพื้นที่ (Node)  และสถานศึกษาบางแห่งยังขยายผลการทำงานภายใต้หน่วยงานของตนเองไปสู่ชุมชน และการทำงานกับกลุ่มบุคลอื่นมากขึ้น ส่งผลให้ความเกิดความเข้าใจเรื่องเพศศึกษาว่าไม่ใช่การจัดการเรียนรู้เรื่องพัฒนาการสรีระร่างกายเพียงอย่างเดียว และไม่ใช่สุขศึกษา ครอบครัวศึกษาเท่านั้น

 

ความร่วมมือในการทำงานเพื่อพัฒนาเพศศึกษา

ปัจจุบัน การจัดการเรียนรู้เพศศึกษาถือเป็นนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ โดยกำหนดให้มีโรงเรียนต้นแบบ ๑ แห่ง/๑ เขตพื้นที่ และขยายผลการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาไปยังสถานศึกษาอีก ๓๐ แห่ง จึงเป็นผลดีต่อการทำงานเรื่องเพศศึกษาภายใต้การสนับสนุนของโครงการก้าวย่างฯ โดยผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้เกิดการประสานและทำงานร่วมกันคือ “เขตพื้นที่” และศึกษานิเทศก์ที่เกี่ยวข้อง ในการช่วยสร้างความเข้าใจแก่โรงเรียน ผู้บริหาร และการพัฒนากระบวนการทำงานให้สอดคล้องกัน รวมทั้งแก้ไขจุดบกพร่องในการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาในสถานศึกษามากยิ่งขึ้น เช่น นิเทศติดตามให้ผู้สอนมีความมั่นใจในการสอน เป็นวิทยากรหลักเพื่ออบรมขยายผลในโรงเรียนพื้นที่รับผิดชอบ พัฒนาทักษะครูแกนนำการสอนเพศศึกษาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ประสานแหล่งข้อมูลเอกสาร สื่อการสอนเพศศึกษาเพื่อให้เอื้อต่อการสอนของครู  นอกจากนี้ “ผู้บริหารสถานศึกษา” ควรตระหนักว่ากระบวนการพัฒนาระบบการสอนเพศศึกษาเป็นไปตามแนวทางการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนตามเกณฑ์การประเมินสถานศึกษา ทั้งในการครูผู้สอนและผลสัมฤทธิของผู้เรียนด้านการคิดวิเคราะห์ ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้สำคัญด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้ และยังถือเป็นการทำงานด้านส่งเสริมสิทธิเด็กด้วยเช่นกัน

 

ความยั่งยืนของการจัดการเรียนรู้เพศศึกษา

โครงการก้าวย่างฯ ผลักดันให้เกิดโรงเรียนนำร่องเพศศึกษาอย่างน้อย ๑ โรงเรียน/๑ เขตพื้นที่ ซึ่งโรงเรียนนำร่องหรือต้นแบบของการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาควรหมายถึงโรงเรียน ที่มีการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาที่เป็นระบบ อย่างน้อย ๑๖ คาบต่อปี และนักเรียนได้เรียนทุกคน โดยคาดหวังต่อโรงเรียนนำร่องว่าจะเป็นสถานที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก ในการเข้าไปรับความช่วยเหลือทุกด้าน โดยปราศจากการตัดสินใจแทนหรือใช้อคติต่อปัญหาเพศที่กำลังเผชิญอยู่

นอกจากบริบทแวดล้อมในโรงเรียน การจัดการเรียนรู้เพศศึกษานอกห้องเรียนยังเป็นสิ่งจำเป็น โดยส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมและเครือข่ายเยาวชนที่เอื้อต่อการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ ทักษะสังคม รวมถึงสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน กลุ่มผู้ปกครอง ให้มีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ หน่วยงานต้นสังกัดและผู้บริหารต้องมีนโยบายรองรับที่ชัดเจนเพื่อพัฒนาโรงเรียนนำร่องให้เกิดขึ้นจริง