วันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๑

เยาวชนเรียนรู้อะไรจากการทำกิจกรรม *

วิทยากร         ประมวล  โกวิทชัยวิวัฒน์  ประธานเครือข่ายเด็กและเยาวชนภาคเหนือ

สาวิตรี  เชี่ยวชูพันธุ์      โรงเรียนเสด็จวนชยางค์กูล จ.ลำปาง

บุญทิวา            ร้ายกลับดี     โรงเรียนบ้านแป้นพิทยาคม จ.ลำพูน

ผู้ดำเนินรายการ อุไรรัตน์  หน้าใหญ่      ศูนย์ศึกษานโยบายสาธารณสุข

              คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (ศาลายา)

 

          การจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ถือเป็นกิจกรรมเสริมนอกเวลาเรียน ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนได้แสดงออกถึงความสามารถ หรือพัฒนาศักยภาพของตนเอง โดยคำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละบุคคล เน้นกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ดังนั้น ครูและผู้เรียนจึงต่างมีบทบาทสำคัญยิ่ง

          สาวิตรี เชี่ยวชูพันธุ์ เยาวชนจากโรงเรียนเสด็จวนชยางค์กูล จังหวัดลำปาง ได้แลกเปลี่ยนมุมมองของผู้เรียนจากประสบการณ์ของตนเองซึ่งเป็น “เด็กเรียนดี” ว่าจากการทำกิจกรรมหลากหลายรูปแบบทั้งการรณรงค์ผ่านสื่อประเภทต่างๆ เช่น จัดนิทรรศการ และการแข่งขันตอบปัญหา ทำให้ตนเองมีทักษะของความเป็นผู้นำ เช่น มีความมั่นใจในตนเอง กล้าแสดงออก รวมทั้งมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี เพราะต้องทำงานร่วมกับผู้อื่น จึงถือเป็นประสบการณ์ที่ดีช่วงหนึ่งของชีวิตการเป็นวัยรุ่น

          ในฐานะประธานเครือข่ายเด็กและเยาวชนภาคเหนือ ประมวล โกวิทชัยวิวัฒน์ เห็นว่าการทำงานของตนนั้นต่างจากการทำกิจกรรมในโรงเรียน เพราะได้มีโอกาสทำกิจกรรมที่ทำให้ได้รู้จักกับผู้คนมากมายและได้ทำกิจกรรมในสภาพแวดล้อมที่เป็นจริง เช่น การทำกิจกรรมร่วมกับชุมชนก็ทำให้ได้ร่วมวิเคราะห์ถึงปัญหาของชุมชนที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่มีในห้องเรียน  และเป็นการฝึกให้เยาวชนพัฒนาตนเองได้โดยการเห็นปัญหาและลงมือแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง ประมวลจึงเห็ฯว่าการทำกิจกรรมคือการเรียนลัด

          ในท่ามกลางประโยชน์ที่ได้รับจากการทำกิจกรรม สาวิตรีก็มองเห็นถึงผลเสียที่เกิดขึ้นไปพร้อมกันโดยเฉพาะการแบ่งเวลา “การออกไปทำกิจกรรมทำให้เรียนไม่ทันเพื่อน ต้องคอยติดตามการบ้านหรือขอให้เพื่อนช่วยติว หากเป็นเด็กเรียนไม่เก่งอยู่แล้วผลลบอีกข้อคือทัศนคติที่เป็นลบมากยิ่งขึ้นจากครูในโรงเรียน เพราะครูมักชอบเด็กเก่งมากกว่าเด็กไม่เก่ง เลยมองข้ามเด็กที่ผลการเรียนอ่อนหรือเห็นว่าพัฒนาไม่ได้แล้ว” นอกจากนั้น ความคาดหวังของผู้ปกครองยังเป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่ง เพราะพ่อแม่ส่วนใหญ่ต้องการให้ลูกมุ่งมั่นกับการเรียนหนังสือมากกว่าให้ใช้เวลาในการทำกิจกรรม

          ดังนั้น หากต้องการให้เยาวชนพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่สมดังวัตถุประสงค์ของการทำกิจกรรมเสริมนอกห้องเรียน อาจารย์หรือครูที่ปรึกษาจึงต้องเสียสละเวลาเพื่อสนับสนุนการทำกิจกรรมตามความสนใจของเด็ก รวมทั้งเป็นที่ปรึกษาอย่างใกล้ชิด คอยแก้ไขปัญหาทั้งส่วนตัว ครอบครัว และการเรียน บุญทิวา ร้ายกลับดี   อาจารย์โรงเรียนบ้านแป้นพิทยาคม ลำพูน ในฐานะครูที่ปรึกษา เห็นด้วยว่าเนื่องจากเด็กกิจกรรมต้องขยันเพิ่มจากเด็กปกติอีกหนึ่งเท่าตัว การส่งเสริมกิจกรรมในและนอกห้องเรียนให้เกิดขึ้นได้จริง ครูควรปรับทัศนคติต่อการพัฒนาผู้เรียนว่า เด็กทุกคนมีความสามารถและความสนใจเฉพาะตัว ซึ่งสามารถพัฒนาได้ ในขณะที่เยาวชนเองก็ต้องการโอกาสในการสร้างศักยภาพด้วยตนเองและเห็นร่วมกันว่ากิจกรรมพัฒนาผู้เรียนต้องเปิดโอกาสให้เด็กได้ลองผิดลองถูกด้วยตนเอง

          ครูจึงไม่ควร “นำหน้าละอ่อน” แล้วให้เด็กมาช่วย เมื่อเป้าหมายของกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนคือ ความสำเร็จในชิ้นงานที่ได้ลงมือทำไม่ใช่รางวัลหรือสิ่งตอบแทน บุคลิกภาพของครูที่ต้องใช้กิจกรรมพัฒนาเด็กจึงควร “ใจดี รักเด็ก แต่ไม่ตามใจ”

           เพราะบทบาทของครูคือ “ไม้ก๊ำ สำหรับเด็กทุกคน”  



* เรียบเรียงจากการเสวนา  เยาวชนเรียนรู้อะไรจากการทำกิจกรรม  ผู้นำเสนอคือ ประมวล  โกวิทชัยวิวัฒน์  ประธานเครือข่ายเด็กและเยาวชนภาคเหนือ  สาวิตรี เชี่ยวชูพันธุ์  โรงเรียนเสด็จวนชยางค์กูล จ.ลำปาง บุญทิวา ร้ายกลับดี  โรงเรียนบ้านแป้นพิทยาคม จ.ลำพูน ดำเนินรายการโดยอุไรรัตน์ หน้าใหญ่ ศูนย์ศึกษานโยบายสาธารณสุข คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหิดล (ศาลายา) การเสวนานี้เป็นส่วนหนึ่งของการประชุมวิชาการและตลาดนัดประสบการณ์ “เพศศึกษาเพื่อเยาวชน” ครั้งที่ ๑ : ฮอมแฮง แป๋งตาง สร้างคน เพื่อละอ่อนเหนือ จัดเมื่อวันที่  ๒๔-๒๕  มกราคม  ๒๕๕๑ ณ โรงแรมลำปางเวียงทอง จังหวัดลำปาง

โดย เครือข่ายเพศศึกษาและการพัฒนาเยาวชนภาคเหนือ