วันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๑

วัฒนธรรมเด็กวัยทีน เด็กคุยให้ผู้ใหญ่ฟัง *

วิทยากร         จุฑามาศ  ใจวิจิตร        โรงเรียนลองวิทยา จ.แพร่

                   ตัวแทนเยาวชน           กลุ่ม WY (We are your friends) จ.เชียงใหม่

                   พิชญ์  พงษ์สวัสดิ์         จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผู้ดำเนินรายการ สุวรรณี  จันทร์ตา  มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง

 

เมื่อเด็กพูดให้ผู้ใหญ่ฟัง

          “ธรรมดาของวัยรุ่นนั้นอยากรู้ อยากลอง แต่ก็ไมได้หมายความว่า เขาจะเลือกทำสิ่งนั้นไปตลอด”

          เป็นคำตอบสั้นๆ จากวัยรุ่นคนหนึ่ง

          เมื่อพูดถึงวัฒนธรรม แน่นอนว่าคนจำนวนมากย่อมนึกถึง “สิ่งที่ดีงาม ซึ่งประพฤติปฏิบัติตต่อกันมา” แต่ บิ๊ก บอกถึงความหมายของคำนี้ในความเข้าใจของเขาว่า “คือพฤติกรรมซึ่งต่างกันไปในแต่ละกลุ่ม”

          และวัฒนธรรมของบิ๊กคือ เขาเป็นเด็กพั๊งค์ที่สักเต็มตัวตั้งแต่อายุ ๑๕ ปี และไมได้เรียนหนังสือในระบบ

          ขณะที่กิจกรรมในชีวิตประจำวันของจุฑามาศ หรือปุ๋ย นักเรียนชั้นมัธยม คือการเรียนหนังสือ กิจกรรมที่เธอทำร่วมกับเพื่อนๆ ในเวลาว่างก็มีทั้ง “สาระ” และ “ไม่มีสาระ” ในสายตาผู้ใหญ่

          เนื่องจากปุ๋ยยังอยู่ในสถานภาพของเด็กที่สวมชุดนักเรียน เธอจึงถูกจับจ้องทุกครั้งที่เดินกับเพศตรงข้ามตามลำพัง หรือมีกริยาท่าทางที่ “เกินงาม” ในสายตาผู้ใหญ่ (อีกนั่นแหละ)

          ปุ๋ยคับข้องใจกับวัฒนธรรมเด็กนักเรียนที่ถูกคาดหวังว่า “ต้องอยู่ในกรอบ” ทั้งที่การจับมือถือแขนระหว่างเธอกับเพื่อนชายนั้น คือความรัก ความห่วงใยระหว่างเพื่อนในสายตาของเธอ แต่กลับกลายเป็น “สัญญาณอันตราย” สำหรับผู้ใหญ่

          ด้วยวัยที่ต่างกัน ไม่ว่าจะสนิทสนมกับพ่อแม่มากเพียงใด ก็ยังมีบางเรื่องที่วัยรุ่นละไว้ ไม่คุย แต่จะบอกกับเพื่อนเท่านั้น ซึ่งปุ๋ยบอกว่านี่ก็คือวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของวัยรุ่น แม้ไม่พูดทุกเรื่องกับคนเป็นพ่อแม่ แต่การไม่สื่อสารไม่ได้แปลว่าเธอต้องการปิดบังเรื่องไม่ดี จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าเป็นห่วง

          “เพราะหนูสะดวกใจจะคุยกับเพื่อนในวัยเดียวกันเท่านั้นเอง”

          ถ้าเช่นนั้น ในเรื่องที่วัยรุ่นรู้อยู่แล้วว่าผู้ใหญ่ไม่อยากให้ทำ เพราะเป็นห่วง แต่ทำไมถึงยังไม่เชื่อ

          บิ๊กบอกว่าพ่อแม่ก็ห้ามเขาไม่ให้สูบบุหรี่ ไม่ให้ดื่มเหล้า ไม่ให้เที่ยวกลางคืน และรวมถึงไม่ให้สัก แต่เขาทำทุกอย่างที่พ่อแม่ห้าม

          “มันไม่ดีก็จริง แต่เพื่อนคนที่ทำ ก็เห็นว่ามีหญิงมาติดมันนี่”  นี่อาจเป็นเหตุผลที่ครูผู้กังวลใจกับการเห็นเด็กนักเรียนเริ่มนิยมสักกันมากขึ้นนึกไม่ถึง

          บิ๊กบอกกับผู้ใหญ่ว่าคนเราไม่ควรตัดสินกันที่ภายนอก เขาเชื่อว่าเขาเป็นคนดีแม้จะขัดคำสั่งพ่อแม่ก็ตาม และแม้ผู้ใหญ่จำนวนมากเชื่อเสมอว่า คนดี คือคนที่ทำตามกติกา อยู่ในกรอบที่สังคมวางไว้ บิ๊กก็ยืนยันว่าเมื่อเขาเรียนจบแล้ว เขาจะเปิดร้านรับสัก โดยตั้งกฏไว้ว่า จะไม่รับสักให้กับคนที่อายุต่ำกว่า ๒๐ ปี

          ในเรื่องที่ทำไปแล้ว รู้ว่าไม่ดี เสียใจไหมที่ทำไปนั้น ปุ๋ยบอกด้วยเสียงอันดังว่า “ทำไมต้องเสียใจกับเรื่องที่ทำไป เราควรปล่อยวางและเริ่มต้นทำสิ่งที่ดี โดยนำสิ่งที่เคยทำพลาดไปแล้วมาเป็นบทเรียนไม่ดีกว่าหรือ” ปุ๋ยจึงรู้สึกเสียใจแทนเพื่อนทุกครั้งเมื่อถูกมองว่าเป็นคนไม่ดี เพราะผู้ใหญ่มักไม่ให้ความสนใจ ปล่อยปละละเลยเด็กที่นั่งเงียบ ขี้เกียจ ใม่สนใจเรียน และเรียกแต่เด็กขยันให้ตอบคำถาม

          การที่ผู้ใหญ่ไล่เด็กที่สักให้ออกจากโรงเรียน เท่ากับผลักเด็กที่เดินพลาดให้ถลำลึกขึ้น แทนที่จะใช้การพูดคุย ทำความเข้าใจค้นหาสาเหตุว่าทำไมเด็กคนนั้นจึงทำผิดระเบียบ ฝ่าฝืนกฎ  นั่นคือข้อแนะนำของบิ๊กที่มีให้กับผู้ใหญ่เมื่อเขาถูกถามถึงมุมมองของผู้ใหญ่ที่แยก “เด็กดี” กับ “เด็กไม่ดี” จากการตัดสินภายนอก

          “เด็กทุกคนต้องการความรัก ความเอาใจใส่เท่าเทียมกัน” ทั้งบิ๊กและปุ๋ยเห็นตรงกันในเรื่องนี้

           

หลังจากผู้ใหญ่ฟังเด็กพูด

            พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์รัฐศาสตร์ พูดถึงสถานภาพของวัยรุ่นว่าเป็นคนที่มีสองสถานะในตัวเอง คือเป็นสมาชิกคนหนึ่งของสังคมแต่ยังไม่สามารถมีสิทธิทางการเมืองได้

          ความสับสนจึงเกิดขึ้นทั้งกับผู้ใหญ่เมื่อต้องปฏิบัติต่อเด็กวัยรุ่น และกับตัววัยรุ่นเอง

          คำพูดที่ว่า “ผู้ใหญ่เคยเป็นเด็กมาก่อน” นั้นเป็นมายาคติในความคิดของพิชญ์ เพราะเขาเชื่อว่ามีผู้ใหญ่จำนวนมากโดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่เติบโตในสังคมชนบทไม่เคยใช้ชีวิตเช่นที่วัยรุ่นปัจจุบันนี้ใช้

          “คำว่า วัยรุ่น เป็นคำใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในสังคมไทย สมัยก่อน พอโตขึ้นมา เด็กผู้หญิงก็เอาผัว เด็กผู้ชายก็ไปไร่ไปนาแล้ว แต่เด็กอายุ ๑๒ ทุกวันนี้อยู่ในโรงเรียน”

           และโรงเรียนนี่เองที่สร้างปัญหาให้กับ “การสักของเด็ก”

          “การสัก เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนมากในการสะท้อนระบบการศึกษา เพราะ สัก ไม่ใช่ของใหม่ในสังคมไทย แต่คนที่สักในสมัยก่อน เพื่อบอกให้รู้ว่ากำลังเตรียมตัวออกไปรบกับข้าศึก รับใช้ชาติ ปัจจุบัน หน้าที่ของสักที่เคยมีอยู่หายไป การแสดงออกถึงความเป็นชายชาตรีไม่ได้อยู่การสักอีกแล้ว เด็กที่สักจึงต้องมารบกับครูแทน”

          สำหรับพิชญ์ เมื่อพูดถึงวัฒนธรรม เขาไม่ได้หมายถึงสิ่งที่ดีงามตามความหมายที่มีอยู่ในตำราเรียน แต่วัฒนธรรมก็สามารถเป็นความขัดแย้งในตัวมันเองได้

          คำว่า “ไม่รู้เหมือนกัน” ที่บิ๊กตอบให้แก่ผู้ใหญ่เมื่อถูกถามว่าทำไมต้องทำตัวเป็นพั๊งค์ จึงถือเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งในความเห็นของพิชญ์

          ข้อเสนอของพิชญ์ต่อการลดช่องว่างระหว่างผู้ใหญ่กับวัยรุ่นลง คือ การต้องทำความเข้าใจกับนิยามคำว่า “วัฒนธรรม” ให้มากกว่าที่เป็นอยู่ในวันนี้ “สิ่งที่เราทำกันอยู่ทุกวันนี้ในสาขาของครุศาสตร์ คือ เราพยายามจะควบคุมพฤติกรรมด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม”

          เราจึงไมได้วัดคนกันที่ความดี แต่วัดกันด้วยความหมาย

          ดังนั้น หากจะทำความเข้าใจกับการสักของเด็ก  ก็ต้องหาความหมายที่ซ่อนอยู่ ไม่ใช่บอกว่า สักดี หรือ ไม่ดี

          “เด็กไม่ดี” กับ “เด็กดี” ในสายตาผู้ใหญ่ต่างก็เหนื่อยเท่าๆ กัน ในการที่จะทำตัวตามแบบที่ผู้ใหญ่มองและคาดหวัง

          การที่เด็กสองคนเดินจับมือกัน จึงไม่ได้แปลว่า เขากำลังมีอารมณ์ทางเพศ แต่มีความหมายว่าเขากำลังต้องการให้ผู้ใหญ่ยอมรับ “มิตรภาพ” ที่อยู่ระหว่าง “เรื่องเพศ” กับ “ไม่ใช่เรื่องเพศ”

          พิชญ์เรียกร้องผู้ใหญ่ทั้งหลายโดยเฉพาะครูว่า อย่ากังวลกับเรื่องเพศของเยาวชนมากนัก เพราะเรื่องเพศเป็นเรื่องซับซ้อน มีความสัมพันธ์กับอีกหลายเรื่อง และเนื่องจากความหมายของวัฒนธรรมนั้น สามารถแปลได้อีกอย่างว่า คือการแสดงตัวตนของคน ซึ่งสามารถแสดงออกได้หลากหลายรูปแบบ

            “ผู้ใหญ่จึงต้องฝึกให้ตนเอง เห็นด้วยที่จะไม่เห็นด้วย”



* เรียบเรียงจากการเสวนาในหัวข้อ วัฒนธรรมวัยทีน เด็กพูดให้ผู้ใหญ่ฟัง  ผู้ร่วมเสวนาได้แก่ จุฑามาศ ใจวิจิตร   

โรงเรียนลองวิทยา จ.แพร่ ปรัชญา เศวตพานิช ตัวแทนเยาวชนกลุ่ม WY (We are your friends) จ.เชียงใหม่  ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารยฺประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินรายการโดย สุวรรณี  จันทร์ตา มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง การเสวนานี้เป็นส่วนหนึ่งของการประชุมวิชาการและตลาดนัดประสบการณ์ “เพศศึกษาเพื่อเยาวชน” ครั้งที่ ๑ : ฮอมแฮง แป๋งตาง สร้างคน เพื่อละอ่อนเหนือ เมื่อวันที่ ๒๔-๒๕  มกราคม ๒๕๕๑ ณ โรงแรมลำปางเวียงทอง จังหวัดลำปาง โดย เครือข่ายเพศศึกษาและการพัฒนาเยาวชนภาคเหนือ