กล่องข้อความ: เพศที่ชอบธรรม : ความรัก การแต่งงาน ผัวเดียวเมียเดียว
รศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์  คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วันอังคารที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ เวลา ๙.๐๐ – ๑๒.๐๐ น.

 

 

 

 

 


องค์ประกอบของเพศวิถีแบบชนชั้นกลาง

·       Heterosexual

·       Sex ในสถาบันการแต่งงาน

·       Pairing/ Couple

·       Monogamy ซึ่งเป็นระบบ “ผัวเดียว” อย่างเคร่งครัด -- สถาปนาผัวเดียวเมียเดียว

·       Sex เพื่อการเจริญพันธุ์

·       ไม่เกี่ยวกับการค้า, การแลกเปลี่ยน หรือผลประโยชน์อื่น

·       Relational / Social Bonding / Romantic Love

·   ปัจจัยเรื่องอายุ – คู่ต้องอยู่ใน generation เดียวกันและผู้ชายต้องอายุมากกว่า-เพื่อให้ผู้ชายได้แสดงบทบาทของผู้นำครอบครัว


ฐานคติเรื่องเพศวิถี

สังคมไทย (สยาม) รับฐานคติของเพศวิถีกระแสหลักจากตะวันตกเข้ามาในช่วงรัชกาลที่ ๔ ซึ่งฐานคิดตะวันตกนี้เราอาจกล่าวได้ว่ามี ๒ ฐานสำคัญ คือ ทางศาสนาทั้งศาสนายิว, คริสต์ และอิสลาม ซึ่งมีรากฐานเดียวกัน กับอีกฐานหนึ่งคือปรัชญากรีก ซึ่งทั้งสองฐานนั้นล้วนมอง Sex ในทางลบ มองว่า Sex เป็นบาป เป็นอันตราย

คริสต์ศาสนา (Christianity) มองว่าความต้องการทางเพศเป็นส่วนหนึ่งของการลงโทษของพระเจ้าเมื่อพระเจ้าขับไล่มนุษย์คู่แรกจากสวรรค์ (the Fall) Sex จึงเป็นเรื่องของความผิดบาป ขณะที่ทางด้านปรัชญากรีกนั้นให้ความสำคัญเรื่องจิต (mind) สูงส่งกว่ากาย (body)  เหตุผล (reason) สูงส่งกว่าอารมณ์ (emotion) ชีวิตที่ดีจึงต้องเป็นชีวิตที่เหตุผลเป็นตัวกำกับ ไม่ใช่ร่างกายมิฉะนั้นชีวิตจะยุ่งวุ่นวาย ในแง่นี้แล้ว Sex ที่เป็นเรื่องทางกายจึงถือเป็นเรื่องทางลบและจะทำให้เกิดความวุ่นวาย อย่างไรก็ตาม ในการที่มนุษย์ยังคงต้องสืบเผ่าพันธุ์ ฐานคิดตะวันตกจึงยินยอมให้มนุษย์มี Sex ได้ เพียงเพื่อการเจริญพันธุ์และไม่ได้เปิดพื้นที่ให้กับความพึงพอใจในทางกาย


เพศวิถีแบบชนชั้นกลาง

          เพศวิถีแบบชนชั้นกลางมีลักษณะที่อิงแอบกับความคิดที่ไม่เท่าเทียมทั้งในทางชนชั้น ชาติพันธุ์ และเพศสภาพ ความคิดแบบนี้ก่อตัวในบริบทที่เฉพาะมากในยุโรปช่วงศตวรรษที่ ๑๙ ภายใต้อุดมการณ์เสรีนิยม(liberalism) ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ หลายประการตั้งแต่ศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ โดยเฉพาะการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตและโครงสร้างทางการเมืองอย่างใหญ่หลวง ผลที่ตามมาคือการขยายตัวของชนชั้นใหม่ที่เรียกว่า “ชนชั้นกลาง”(bourgeoisie) และดังนั้นชนชั้นกลางก็สถาปนาเพศวิถีในแบบของตัวเองขึ้นพร้อมๆ กัน

เพศวิถีของชนชั้นกลางเกิดขึ้นจากจินตนาการเกี่ยวกับเพศวิถีของชนชั้นอื่น ชนชั้นกลางเชื่อว่าชนชั้นสูงนั้นบริโภคมาก มี Sex มากเกินไป ขณะที่ชนชั้นล่างก็มี Sex มากเกินไปอีกทั้งยังโหดร้ายเหมือนสัตว์ ส่วนชนชั้นกลางนั้นมีเพศวิถีที่ดีกว่า มีศีลธรรมกว่า เพราะสามารถควบคุมร่างกายในเรื่อง Sex ได้

การแพร่ขยายของความคิดความเชื่อแบบชนชั้นกลางไปสู่ดินแดนต่างๆทั่วโลกนั้นเกิดขึ้นเพราะลัทธิล่าอาณานิคมที่มาพร้อมกับสิ่งที่เรียกว่า “ความทันสมัย” การเปลี่ยนแปลงเพศวิถีในสังคมไทยก็เป็นผลมาจากลัทธิล่าอาณานิคมนี้ด้วยเช่นกัน ทั้งเรื่องการแต่งกาย, ระบบผัวเดียวเมียเดียว ฯลฯ

ลักษณะสำคัญของเพศวิถีแบบชนชั้นกลาง คือ เรื่อง Sex เป็นสิ่งที่ไม่ดีควรหลีกเลี่ยง การมี Sex เป็นไปเพื่อการเจริญพันธุ์เท่านั้น แต่ Sex ที่เป็นไปเพื่อการเจริญพันธุ์นี้ก็ต้องเกิดขึ้นในสถาบันการแต่งงานเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ต้องเป็นการแต่งงานแบบผัวเดียวเมียเดียว (monogamous marriage for procreation) เท่านั้นด้วย

ภายใต้อุดมการณ์เสรีนิยมที่ก่อตัวและเติบโตอย่างเข้มแข็งนั้นทำให้ความคิดเกี่ยวกับผู้ชายเริ่มถูกท้าทาย ผู้หญิงเริ่มมีโอกาสเรียนหนังสือ ผู้หญิงสามารถถือครองทรัพย์สินเองได้ และเริ่มมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับมาตรฐานทางเรื่องเพศที่ไม่เท่าเทียมระหว่างหญิงชาย ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงในเรื่อง “ผู้หญิง” เหล่านี้ผู้ชายชนชั้นกลางจึงสร้างจินตภาพผู้หญิงที่ดูนิ่งๆ เรียบร้อย สะอาด บริสุทธิ์ ไม่มีความรู้สึก/ความต้องการทางเพศ ขึ้นมาเป็น “ผู้หญิงที่ดีงาม” นอกจากนี้แล้ว เพศวิถีแบบชนชั้นกลางที่ก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ ๑๙ ได้สร้างจินตภาพอีกอันหนึ่งขึ้นมาคือเรื่องความเป็น “เด็ก” ที่บริสุทธิ์ไม่มีความต้องการทางเพศที่แยกออกขาดจากความเป็น “ผู้ใหญ่”

การเปลี่ยนแปลงสำคัญภายใต้อุดมการณ์เสรีนิยมอีกประการที่ส่งผลต่อชีวิตทางสังคมของมนุษย์คือเรื่อง ครัวเรือน/ครอบครัว ที่แตกต่างไปจากช่วงก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม กล่าวคือ จากเดิมที่เป็นครอบครัวใหญ่ที่ครัวเรือนเป็นหน่วยทางการเมือง มีการผลิตในตัวเอง สร้างความสัมพันธ์กับครัวเรือนอื่น กลายไปเป็นครอบครัวเดี่ยว (nuclear family) เมื่อประกอบกับสิ่งสร้างที่เรียกว่า “เด็ก” ระบบความคิดเกี่ยวกับครอบครัวแบบนี้จึงทำให้ผู้หญิงมาติดกับอยู่ที่ระบบครอบครัวและต้องมีหน้าที่เลี้ยงเด็กที่เป็นดังผ้าขาวไม่ให้แปดเปื้อน

ในแง่ที่เพศวิถีแบบชนชั้นกลางมีฐานคิดหลักมาจากคริสต์ศาสนาที่เชื่อว่า Sex เป็นไปเพื่อการเจริญพันธุ์เท่านั้นแล้ว เพศวิถีแบบชนชั้นกลางจึงสอดรับกับการร่วมเพศ/ความสัมพันธ์ระหว่างชาย-หญิง (heterosexuality) พร้อมไปกับการกดทับหรือทำลาย Sex ที่ไม่ก่อให้เกิดการเจริญพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็น Sex ในเพศเดียวกัน (homosexuality) และ คนที่ขายบริการทางเพศ

เพศวิถีแบบชนชั้นกลางได้สร้างพันธนาการระหว่างหญิง-ชายให้เข้ามาอยู่ในสถาบันครอบครัวเพื่อสอดรับกับความคิดหลายๆ ประการข้างต้นที่สำคัญคือการยกย่อง เชิดชู ให้คุณค่ากับ “Culture of Romance” หรือ “Romantic Love” แต่ในขณะเดียวกัน “Romantic Love” ที่มีองค์ประกอบพื้นฐานอยู่ที่ “ความใหม่” เพศวิถีแบบชนชั้นกลางจึงสร้างข้อขัดแย้งในตัวเอง (contradiction) อย่างสำคัญ เพราะ พยายามสร้างความเป็นครอบครัวที่มีหน้าที่จำกัดอยู่ที่การเจริญพันธุ์และเลี้ยงดูเด็ก แต่กลับสร้างพันธนาการร้อยรัดความสัมพันธ์ไว้ด้วยความรักแบบโรแมนติคที่จะเกิดขึ้นเพียงในเวลาสั้นๆ

 

การเปลี่ยนแปลงและความต่อเนื่องของเพศวิถีกระแสหลักในศตวรรษที่ ๒๐

          การพัฒนาของเทคนิควิธีการหรือเทคโนโลยีในการคุมกำเนิดทำให้ผู้หญิงมีทางเลือกมากขึ้น ความคิดเรื่อง Sex ในการแต่งงานจึงเริ่มถูกท้าทาย เพศวิถีแบบชนชั้นกลางจึงสร้างความคิดใหม่เพื่อพันธนาการการแต่งงานคือการสร้างความคิดเรื่องความรื่นรมย์ทางเพศในการแต่งงาน กล่าวคือ ยินยอมให้ Sex ในการแต่งงานมีเรื่องอารมณ์ ความรู้สึกทางเพศระหว่างทั้งคู่เข้ามา จึงเกิดความเปลี่ยนแปลงในวิธีคิดเกี่ยวกับความสามารถทางเพศของผู้ชายด้วย กล่าวคือ แต่เดิมความสามารถทางเพศของผู้ชายอยู่ที่ความสามารถที่จะร่วมเพศ (erection) แต่ได้เพิ่มปัจจัยอีกประการคือความสามารถทางเพศของผู้ชายอยู่ที่การทำให้ผู้หญิงมีความพึงพอใจทางเพศด้วย

          ช่วงทศวรรษ ๑๙๖๐-๑๙๗๐ เรียกได้ว่าเกิดการปลดปล่อยความสัมพันธ์ทางเพศขึ้น (sexual revolution) ปลดปล่อยให้ Sex ออกมาจากการแต่งงาน มนุษย์มีเสรีภาพทางเพศมากขึ้น ผลที่เกิดตามมาอีกในช่วงปลายศตวรรษที่ ๒๐ ก็คือการที่ความคิดแบบ heterosexuality ถูกสั่นคลอน/บ่อนทำลายมาก โดยเฉพาะจาก feminism บางตระกูล และ ขบวนการ LGBT (lesbian, gay, bisexual, transgender) ที่ตั้งคำถามว่า heterosexuality เป็นเรื่องธรรมชาติจริงหรือไม่ หรือแท้ที่จริงแล้ว Sex เป็นเรื่องที่หลากหลายกว่านั้น เพราะในที่สุดแล้วไม่มีใครรู้ว่าคนอื่นคิดและปฏิบัติอย่างไรในเรื่องเพศเนื่องจากเป็นเรื่องส่วนตัว และในแง่นี้จึงไม่อาจบอกได้ว่ามี Sexual Majority อยู่จริงหรือไม่ และนี่ก็อาจกล่าวได้ว่าเป็นพลังอย่างหนึ่งของความเป็นส่วนตัวทางเพศหรือความเป็นขบถทางเพศ